hosting menu left
hosting menu right


 

การสร้าง IQ EQ AQ SQ PQ MQ

เด็กเรียนรู้อย่างไรถึงยืนหยัดได้ในสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน

ในโลกสังคมปัจจุบันการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดมีสูงมาก ทุกคนต้องชิงไหว ชิงพริบในการประกอบอาชีพโดยเฉพาะการทำธุรกิจยิ่งถ้าเป็นเจ้าของกิจการเองยิ่งต้องมีไหวพริบการรู้เท่าทันการมองภาพรวมออกสามารถคาดการณ์ได้ค่อนข้างถูกต้อง ความรู้รอบตัวที่มากมายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการอยู่รอด ในสังคมปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการฝึกฝนเด็กและเยาวชนควรจะต้องส่งเสริมให้ถูกทาง เพื่อในอนาคตเขาจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้หรือแก้ปัญหาได้เองเมื่อไม่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือไม่มีทรัพย์สมบัติ เป็นมรดกอันมากมายเหลือเฟือหรือเมื่อประสบปัญหาต่าง ๆ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก็สามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่เฉพาะตัวแก้ปัญหาลุล่วงไปได้ดี แม้แต่การเป็นลูกจ้าง ปัจจุบันก็ต้องมีความสามารถใครมีความสามารถมากก็จะสามารถเป็นลูกจ้างที่มีงานมั่นคงส่วนใครไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องหางานใหม่ หรือตกงานไปดังเช่น เหตุการณ์ปัจจุบัน

         การฝึกฝนเด็กในยุคนี้จึงต้องประกอบด้วย IQ EQ AQ SQ PQ MQ  เหล่านี้คืออะไรมาดูกัน

         IQ: INTELLIGENCE QUOTIENT คือ ความฉลาดทางสติปัญญาวัดได้จากอายุสมองเทียบกับอายุจริง ปกติควรอยู่ที่ 90-110 เป็นการวัด IQ เป็นการวัดความสามารถทางคิดวิเคราะห์ ความสามารถ ทางวิชาการ วัดความจำ การอ่านเขียน คำนวณแต่ไม่ได้วัดด้านอื่น ๆ เช่น

         -ทักษะความคิดสร้างสรรค์

         -ทักษะต่าง ๆ ด้านการทำงาน

         -ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ

         การพัฒนา IQ พบว่ามาจากทั้งกรรมพันธุ์และจากสิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู การดูแลสุขภาพ (การกินการอยู่)

         หมายเหตุ: ทำอะไรก็แล้วแต่ต้องกระตุ้นสมองให้ได้ใช้งานทุก ๆ ส่วนและพยายามอย่าให้เด็กรู้สึกเครียดหรือมีความทุกข์ แต่ให้เด็กมีความสุขเพราะความเครียด ความทุกข์ ความกดดัน การขาดความรักมีผลต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของสมอง

         EQ: EMOTIONAL QUOTIENT คือ ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้ถึงอารมณ์ของตนเอง ในขณะนั้นและสามารถควบคุมอารมณ์แสดงออกได้อย่างเหมาะสม สามารถรับรู้และเข้าใจและยอมรับ อารมณ์ของผู้ที่ได้สัมผัสพูดคุย แล้วสามารถปรับตัว แสดงออกอย่างเหมาะสมรู้จักเห็นใจผู้อื่นเอาใจเขามาใส่ใจเรามีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัวและสังคม

         ที่สำคัญ คือ ไม่ใช่มีแต่อีคิวดีเท่านั้นไอคิวก็มีความสำคัญมากและควรมีคู่กันเพราะถ้าอารมณ์ดี (EQ สูง) แต่ไม่ฉลาด (IQ ต่ำ) ไม่รู้เท่าทันหรือแก้ปัญหาไม่เป็นก็โดนเขาหลอกเอาง่าย ๆ

         AQ: (Adversity Quotient) คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤตหรืออุปสรรค AQ ใครที่สามารถจัดการได้ดีจะเป็นผู้นำและเป็นผู้ชนะหรือเจ้าของกิจการในโลกของปัจจุบันและอนาคต ใครที่มีAQ ดีจะสามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Dr.Paul G Stolt) ใครที่ไม่สามารถควบคุม AQ ได้จะเป็นผู้พ่ายแพ้และเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือตกงาน บางคนถึงกับทำร้ายตนเอง เช่น ฆ่าตัวตาย

         MQ:(Moral Quotient) จริยธรรม คุณธรรม ถ้าไม่มีคุณธรรม เมื่อทำอะไรต่อไปก็จะไม่มีใครคบค้า สมาคมและมีแต่ผู้คนเกลียดชัง ขาดมิตรแท้มีแต่มิตรที่แสวงหาผลประโยชน์

วิธีฝึกฝน

-        มีตัวอย่างดี ๆให้เห็น

-        ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่เล็กๆ อาจจะเป็นรูปนิทานตัวอย่างที่ดีต่าง ๆ ในข่าว

-        วัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน

-        ประถมปลาย/มัธยม สอนหลักธรรม ตัวอย่างดี ๆ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนโรงเรียนที่ด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแล รุ่นน้อง ๆ ช่วยงานคุณครู เพื่อน ๆ ที่อ่อนกว่า

-        ผู้เลี้ยงดูต้องไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เช่นทำร้ายผู้อื่นพูดจาหยาบคาย ขโมยของ

-        ถ้าเป็นผู้ใหญ่ควรได้รับการกล่อมเกลาจิตใจอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฟังธรรมเป็นประจำทุกสัปดาห์

-        ยกย่องบูชาคนที่ความดีมากกว่าคนมีเงิน

-        ไม่ยกย่องคนที่ประพฤติไม่ดี

SQ (Social Quotient) ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

วิธีฝึกฝน

-        ได้เล่นกับเพื่อนในวัยเด็กเล็ก ๆ

-        เด็กโตทำกิจกรรมกลุ่มหรือทำงานอื่น ๆ กับเพื่อนหรือทำงานหาเงินเล็กๆน้อย ๆ เพื่อหาประสบการณ์ในชีวิต

-        คบผู้คนที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สังคมและคนที่มีนิสัยต่าง ๆกัน เรียนรู้สังคมข่าวสารต่าง ๆรอบตัว เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ตัวเราในการระมัดระวังตนเอง เมื่ออยู่ในโลกภายนอก

PQ (Play Quotient)หมายถึง ความฉลาดที่เกิดจากการเล่นแล้วฉลาดขึ้น การเล่นเป็นการทำงาน

ของสมองเด็กโดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นการส่งเสริมการพัฒนาสมองและเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพสมองและเป็นการเรียนรู้ที่มีมากที่สุดของเด็กโดยเฉพาะถ้าพ่อแม่เล่นกับลูก พ่อแม่เป็นของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก ยิ่งเล่นมากยิ่งฉลาดมากมี PQ สูง แต่ปัจจุบัน ผู้ปกครองบางคนที่ไม่เข้าใจและขาดความรู้ด้านการพัฒนาการเด็กและมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องมีการให้เด็กเรียนความรู้มากมายซึ่งไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เด็กมีความกดดันและขาดทักษะชีวิตจริง ๆ แล้วควรจะมีเวลาพักผ่อนใช้ชีวิตวัยเด็กให้สมดุลซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้ การปรับตัวการช่วยเหลือกัน การเข้ากับผู้อื่นใช้ชีวิตในสังคม มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น

 

 

**************************************************************************

5 วิธีรับมือกับอาการซึมเศร้า

1.    พยายามอย่าอยู่คนเดียว

ทุกคนควรสังเกตคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เพื่อนร่วมงาน เมื่อโศกเศร้ามาก ๆ หรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจเกิดอาการหายใจถี่ มือ เท้า เกร็งจนหมดสติเป็นลมได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้พิการ รวมถึงเด็กๆ ที่อาจสับสนกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของผู้ใหญ่ ซึ่งควรให้กำลังใจกันอยู่เสมอ สำหรับใครที่รู้สึกเศร้า สะเทือนใจ ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว ให้ออกไปพบปะพูดคุยกับคนรอบข้าง

2.    ร่วมกิจกรรมอาสา

เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังแห่งความดีซึ่งการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอาสาจะช่วยให้รู้สึกดี และรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองที่ได้มีส่วนช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจจะรวมกลุ่มกันทำความดี ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สวดมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล บริจาคเลือด บริจาคร่างกาย เป็นต้น

3.    หากิจกรรมทำ

อย่าปล่อยตัวเองอยู่ว่าง นั่งเหม่อใจลอย ซึ่งจะยิ่งทำให้รู้สึกเศร้า ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ นอกจากนั้น ยังมีคนจำนวนมากที่มักถ่ายทอดความโศกเศร้าออกมาเป็นเรื่องราวคำพูด หรือเรียงความบอกเล่าเรื่องราวถึงความประทับใจต่อพระองค์ท่านในแง่มุมต่างก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรแสดงออกแต่พอดี

4.    แสดงความจงรักภักดี

การน้อมนำแนวปรัชญา พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส หรือแม้แต่บทเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ มายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เช่น บทเพลงใกล้รุ่ง ที่แฝงความหมายการรอคอยความหวัง ความสำเร็จที่ดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ทั้งยังสามารถสื่อไปถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติรวมถึงการยืดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต

5.    ดูแลสุขภาพร่างกาย

ไม่ควรลืมดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้าง มีหลายคนเศร้าเสียใจ

ร้องไห้ ไม่ยอมกิน ไม่นอน จนอาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมได้

 

 

ใครเล่าเลยจะรู้ว่าในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ สิ่งที่ในหลวง ร.9 ทรงอยากทำคืออะไร...

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 ในหลวงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช วันหนึ่งมีรับสั่งให้คณะองคมนตรีเข้าเฝ้าฯ และตรัสว่า ฉันจะตั้งกองทุนการศึกษา ให้เอาเงินฉันไปใช้ ไปทำอย่างไรก็ได้ เป้าหมายคือให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองแล้วมอบหมายให้องค์มนตรีที่ยังแข็งแรงอยู่ช่วยออกไปรีเสิร์ช

หาโรงเรียนตัวอย่างเพื่อให้รู้ถึงปัญหา ที่สำคัญคือให้ทำเรื่องนี้อย่างเงียบๆ ไม่ต้องแจ้งผ่านทางหน่วยงานใดๆ ให้ไปอย่างผู้ใหญ่ใจดี ไปรถคันเดียว เพื่อที่จะได้ประหยัดเวลาและได้ข้อมูลที่แท้จริง

หลังจากนั้นคณะองคมนตรีจึงสรรหาโรงเรียนเข้าโครงการโรงเรียนคุณธรรมจริยธรรมได้ประมาณ 155 โรงเรียนทั่วประเทศ จึงมีรับสั่งว่า ทรงมีเงินที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายมามาก อยากจะนำคืนให้กลับประชาชน แต่ขอให้ทำในสิ่งที่ประหยัด ใช้วัสดุในพื้นที่ แต่ให้คงทนแข็งแรง

ประการแรกที่โปรดฯ ให้ทำคือบ้านพักครู โดยให้เลือกบ้านพักครูที่แย่ที่สุดก่อนแล้วสร้างให้เขาใหม่ ประการที่ 2 คือปรับปรุงห้องน้ำครูและนักเรียน และประการต่อมาคือ ห้องเรียนที่ชำรุด หลังคารั่ว โต๊ะเรียน เก้าอี้ โดยให้มารับเงินที่พระองค์ไปใช้...

ท้ายที่สุดในหลวงรับสั่งให้เลือกเด็กโรงเรียนละ 2 คน ทรงอยากให้ส่งให้เขาเรียนจนจบเท่าที่จะเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นปริญญา-โท-เอก ก็แล้วแต่เขา แต่ขอให้นำความจากพระองค์ท่านไปบอกเด็กว่า มีพระราชประสงค์ที่จะเห็น เด็กที่เรียนดีนั้นเป็นคนดีด้วย

เช่นเดียวกันกับครู ทรงอยากให้ครูอยู่สบาย อยากอยู่ในโรงเรียนห่างไกล เพื่อที่เด็กๆ ในชนบทจะได้มีครูดีๆ สอนให้เป็นคนดี จึงมีรับสั่งให้คัดเลือกครูที่เก่ง ขยัน โดยจะพระราชทานเงินพิเศษหรือส่งเรียนต่อเพื่อให้มีความรู้เพิ่มเติม เพียงแต่ต้องสัญญาว่า อย่าทิ้งเด็ก อย่าทิ้งโรงเรียนที่ห่างไกลเหล่านั้น...

สำหรับกองทุนนี้ ในช่วงแรกในหลวงได้พระราชทานเงินจำนวน 200 ล้านบาท พร้อมกับรับสั่งว่า "หมดเมื่อไรก็บอก" ช่วงปีหลังๆ องคมนตรีก็ไม่กล้าไปกราบทูลว่าเงินหมดแล้ว เมื่อสมเด็จฯ พระเทพทรงทราบก็มีรับสั่งภายหลังว่า อย่าไปกวนในหลวงเลย ถ้าเงินหมดเมื่อใดให้มากราบทูลพระองค์ ซึ่งก็พระราชทานมาเป็นระยะๆ

นี่คือสิ่งที่ในหลวงทรงทำเป็นลำดับท้ายๆ อาจเป็นเพราะทรงเล็งเห็นแล้วว่า ประเทศนี้ยังคงต้องการบุคลากรครูที่ดี ที่จะช่วยกันสร้างเมล็ดพันธุ์ที่เก่งและเป็นคนดี เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และจะนำพาให้ความสุขบังเกิดขึ้นแก่ประชาชนคนไทย...ประชาชนของในหลวง ร.9

#สานต่อที่พ่อทำ

เรียบเรียงจาก ปาฐกถาของ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี งานครบรอบ 36 ปีแห่งการสถาปนาสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จาก Facebook ดนัย จันทร์เจ้าฉาย, ปาฐกถาเฉลิมพระเกียรติเรื่องแนวพระราชดำริด้านการศึกษากับอนาคตประเทศไทย โดย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี

 

ทำไมเราถึงน้ำตาไหลเมื่อ เห็นในหลวง

จากการค้นคว้าวิจัย ศ.ไฮด์ทค้นพบ

สิ่งที่เขาเรียกว่า “Elevation” ซึ่งผู้เขียน

ขอแปลว่า ปีติอันมีนิยามว่า

ความรู้สึกอบอุ่นใจ ซาบซึ้งประทับใจ

และการรู้สึกว่าจิตได้รับการยกขึ้น

 

ศ.ไฮด์ทกล่าวว่า สภาวะ ปีตินี้ จะเกิดขึ้นเมื่อเรา

ได้เห็นผู้อื่นทำความดี แสดงความเมตตากรุณา

หรือความกล้าหาญ

ปีติไม่ได้เพียงแค่ทำให้เราน้ำตาไหลเท่านั้น 

แต่ศ.ไฮด์ทค้นพบว่ามันส่งผลให้เรา ลงมือทำ

อะไรบางอย่างต่อไปด้วย!

ผลที่ตามมาของ ปีติ

ศาสตราจารย์ไฮด์ทอธิบายว่าเมื่อภาวะ ปีติ

นี้เกิดขึ้นกับใคร มันจะส่งผลให้ผู้นั้น

๑) อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

๒) อยากเป็นคนที่ดีขึ้นมีคุณธรรมขึ้น และ

๓) ทำให้เกิดความต้องการที่จะมีส่วนร่วม

หรือผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับบุคคลที่ทำให้เรา

เกิดความ ปีตินั้นด้วย

ฟังแล้วยิ่งขนลุกและรู้สึกขึ้นมาว่า ใช่เลย!

ถึงแม้วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า

ทำไมแค่ได้เห็นเพียงรถพระที่นั่งพร้อมธงประจำ

พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กำลังเคลื่อนที่มาช้า ๆ พวกเราคนไทยก็เกิดปีติ

ตื้นตันน้ำตาไหลได้แล้ว แต่พุทธศาสตร์

สามารถอธิบายได้

นั่นคือ จิตมนุษย์นั้นเป็น ธาตุรู้พูดง่าย ๆ ก็คือ

จิตเราสามารถ รับรู้ได้ถึง พระเมตตา

ที่มีต่อพวกเราตลอดมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

 

ไม่ว่าในวินาทีนั้นสายตาเราจะ

กำลังเห็นภาพของพระเมตตา

อยู่หรือไม่ก็ตาม!

พระเมตตานั้นลึกซึ้งกว่าที่

เราเห็นด้วยตาจาก

พระราชกรณียกิจที่เสด็จ

พระราชดำเนินไปทรงช่วย

ราษฎรตามถิ่นทุรกันดาร มากมายนัก เพราะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง

เจริญเมตตาภาวนาให้พสกนิกรและ

สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอด้วย

จิตรู้ แม้ สมองยังไม่รู้!

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรง

ยอมสละความสะดวกสบาย ส่วนพระองค์

งดพระกระยาหารเย็น งดเว้นมหรสพ ในวันพระ

รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อที่จะทรงอธิษฐาน

 

ยกส่วนบุญกุศลนั้น ให้ประชาชนทุกคน

มาเป็นเวลาหลายสิบปีนั้น  จิตซึ่งเป็นธาตุรู้

ของพวกเราต้องรับรู้ได้แน่นอน

จิตของพวกเราทุกคนได้รับ

พระเมตตาและพระกุศล

ที่ทรงอุทิศให้พวกเรา

มาโดยตลอด  ดังนั้น

จิตจึง รู้และ จำได้

ถึงแม้ สมองของพวกเราจะยังไม่เคย

ทราบเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน ก็ตาม!

และนั่นคือคำอธิบาย

ทางพุทธศาสตร์ ว่า  ทำไม..เราถึงตื้นตัน

น้ำตาไหล เมื่อเห็นพระบาท

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

๙ คำพ่อ พระบรมราโชวาทเพื่อยึดเป็นหลักในการทำงาน

 

ในชีวิตการทำงาน อุปสรรคนับเป็นสิ่งที่ต้องเจอ งานหนักก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในบางครั้ง แต่การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปได้จำเป็นต้องมีหลักในการทำงานที่แน่วแน่ จึงขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในบางส่วนจากหนังสือ ๑๐๘ มงคล พระบรมราโชวาท เพื่อความสุขความสำเร็จของชีวิตแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นเครื่องชี้แนะอันมีค่าที่ทุกคนสามารถน้อมนำนำมาปรับใช้กับชีวิตและการทำงานเพื่อความสุขและความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน

๑.การงานและอาชีพทุกอย่างย่อมมีจรรยาบรรณเป็นของตนเอง

จรรยาบรรณนั้นจะบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่ยึดถือกันว่าเป็นความดีงามที่คนอาชีพนั้นพึงประพฤติปฏิบัติ หากผู้ใดล่วงละเมิดก็อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งบุคคลและส่วนรวมได้

          ๒.มีโอกาสทำงานควรเต็มใจทำโดยไม่มีข้อแม้

คนที่ทำงานได้จริงนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น

          ๓.รู้จักประมาณตนและขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม

การรู้จักประมาณตน ได้แก่ การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถด้านไหน เพียงใด อย่างไร และการรู้จักประมาณตนนี้จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้อย่างถูกต้อง

          ๔.วินัยทำให้เป็นคนคิดและทำอย่างเป็นระเบียบ

วินัยเมื่อนำมาฝึกหัดปฏิบัติจะเป็นดังข้อบังคับที่ควบคุมบุคคลให้ประพฤติปฏิบัติเป็นระเบียบ จึงอาจทำให้เกิดความอึดอัดลำบากใจ แต่เมื่อปฏิบัติไปให้ชินจนรู้สึกว่าเป็นไปโดยอัตโนมัติแล้วก็จะสำเร็จผลทำให้เป็นคนมีระเบียบ คือคิดก็เป็นระเบียบ ทำก็เป็นระเบียบ ตามลำดับขั้นตอน

          ๕.มัวแต่คิดไม่กล้าลงมือทำจะไม่มีอะไรสำเร็จ

ถ้ามัวแต่ไปคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จหรอก คิดอะไรก็ทำไปเลย ผิดถูกค่อยแก้ไป ถ้ามัวแต่คิดแต่ไม่กล้าลงมือทำ มันก็จะไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่างเดียว

          ๖.มีความตั้งใจในการตั้งต้นงาน

ตั้งใจนั้นก็คือ เอาใจตั้งในงาน หรืออีกอย่างเอางานเข้ามาตั้งไว้หน้าใจ เมื่อเอางานมาตั้งไว้หน้าใจ หรือเอาใจตั้งไว้ในงานนั้น เชื่อว่าก็คงสำเร็จลุล่วงไปได้โดยดี

          ๗.ใช้ความสามารถและความรอบคอบในการไปให้ถึงจุดหมาย

การจะไปให้ถึงจุดหมายต้องใช้ความสามารถและความรอบคอบระมัดระวังมาก แรกเริ่มก็ต้องพิจารณาหาทางที่ถูกและที่เหมาะที่สุดเป็นทางเดิน เมื่อไปถึงทางแยกทางร่วม จะเดินไปได้เป็นสองทาง สามทาง ก็ต้องใช้ความรู้ความฉลาดตัดสินว่าควรจะเลือกไปทางไหนจึงจะสะดวก ปลอดภัย และไปถึงที่หมาย

          ๘.เตรียมกายใจให้พร้อมที่จะเผชิญและแก้ไขอุปสรรค

ในการดำเนินวิถีชีวิตมนุษย์นั้น จะให้มีแต่ความปกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรคผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ข้อสำคัญอยู่ที่ทุก ๆ คนจะต้องเตรียมกายเตรียมใจไว้ให้พร้อมทุกเวลา เพื่อเผชิญและแก้ไขความไม่ปกติเดือดร้อนนั้นด้วยความไม่ประมาท

          ๙.แม้ความดีทำยากและเห็นผลช้าก็จำเป็นต้องทำ

เพราะการทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจ และความต้องการของมนุษย์จึงทำได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างเร็วโดยไม่รู้สึกตัว

 

                                        ที่มาจากหนังสือ ๑๐๘ มงคลพระบรมราโชวาท

 

หนังสือพิมพ์ M2F ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2560 

 

เชาวน์ปัญญา

ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เป็นนักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดได้นำเสนอทฤษฎีพหุปัญญา(Theory of Multiple Intelligences) ที่กล่าวว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้าน ที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านจะผสมผสานกันแล้วแสดง ออกมาเป็นความสามารถที่โดดเด่นในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป

พหุปัญญา 8 ประการ ได้แก่

1)    เก่งด้านภาษา Verbal/Linguistic Intelligence:word Smart

(เก่งทางคำพูด ทางภาษา) เป็นความสามารถในการใช้คำรับรู้และเข้าใจภาษาสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ วิธีฝึกฝนคือ ฝึกการเขียน การพูด การชักจูง สรุปเนื้อหาความจำ จากการให้อ่านบทความ ท่องคำศัพท์การอธิบาย เล่านิทาน เล่าโจ๊ก ความรู้สึกการโต้เถียง การให้เหตุผล การเขียนสรุปรายงาน การทำอักษรไขว้ การเขียนไดอารี่ ได้แก่ พวกนักเขียน นักการเมือง คนเล่านิทาน นักพูด นักหนังสือพิมพ์ ครู ทนาย

         2)เก่งด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ Logical/Mathematical Intelligence มีความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผลการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการแก้ปัญหาการทำงานกับตัวเลขการทดลองสังเคราะห์ความคิดการตั้งสมมุติฐานสำรวจ การแยกแยะ เปรียบเทียบการคำนวณ เรียงลำดับเวลา/เหตุการณ์/ความคิดการใช้เหตุผล การตั้งคำถามปลายเปิด ได้แก่ พวกนักวิทยาศาสตร์ นักบัญชี นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัย นักเขียนโปรแกรมหรือนักวิศวกร ฯลฯ

         3) เก่งด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือ เก่งทางดนตรี การเขียนบทเพลง สร้างการฟังจังหวะเพลง ความสามารถในการรับรู้และแสดงออกของดนตรี ได้เร็ว

ทั้งการได้ยิน การรับรู้ สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดีและถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะและการแต่งเพลง เล่นดนตรีและร้องเพลง

วิธีฝึกฝน ให้ฟังเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีที่หลากหลาย อยู่ในสิ่งแวดล้อมของดนตรี สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักดนตรีหรือนักร้อง นักแต่งเพลง แต่งดนตรี

         4) เก่งด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) คือ เก่งด้านการเคลื่อนไหว กีฬา เรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวแสดงเล่นกีฬาหลากหลายสำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่นมักจะเป็นนักกีฬาหรือ นักแสดงนักเต้น นักบัลเล่ย์หรือนักแสดงกายกรรม นักเต้นรำ

         5) เก่งด้านมิติสัมพันธ์ (Visual – Spatial Intelligence) คือ เก่งทางมองภาพรวม (การมองเห็นภาพรวม) ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาที่ดี สามารถมองเห็นพื้นที่รูปทรง ระยะทางและตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง ความสามารถในการมองโลกอย่างถูกต้องอาจจะรวมถึงกลุ่มที่คิดริเริ่ม สร้างสรรค์จินตนาการ การฝึกฝนให้ออกแบบทำ Mind Map ถ่ายรูป วาดภาพ ปั้น ทำวีดีโอ วาดรูประบายสี การลอกลาย เขียนแผนที่  การละเล่นต่าง ๆ ตั้งแต่เล็ก การสร้างบ้านต่อจิ๊กซอว์ ฯลฯ

กลุ่มเหล่านี้ ได้แก่ นักประดิษฐ์ จิตรกร วาดรูป เขียนการ์ตูน นักปั้น นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก

         6) เก่งด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) คือความสามารถในการรู้จักตระหนักรู้ตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือมีความรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึก ความคิด ความปรารถนาและตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง รู้ถึงจุดอ่อน จุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใดเป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข การฝึกฝนและเรียนรู้เมื่อให้เขียนวิเคราะห์ตนเอง การนั่งสมาธิ การวางแผนเป้าหมาย ความสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองสำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักคิด นักปรัชญา หรือนักวิจัย ผู้นำศาสนา นักจิตวิทยา

         7) เก่งด้านมนุษย์สัมพันธ์(สังคม) (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นสามารถเข้ากับผู้อื่น ๆ ได้ง่าย สามารถเจรจาต่อรองลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดีเป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน การฝึกฝนและเรียนรู้เกิดขึ้น เมื่อมีการทำงานร่วมกับผู้อื่น การสัมภาษณ์ การถกเถียงในกลุ่ม การวางแผนสำรวจ การให้วิจารณ์ การระดมสมอง การวิเคราะห์ตนเอง ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ให้คำปรึกษา นักการทูต เซลแมน พนักงานขายตรง พนักงานต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ

         8) เก่งด้านธรรมชาติวิทยา (Naturallist Intelligence) (สิ่งแวดล้อมทั้งคน ธรรมชาติ) คือ ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ มีความไวในการสังเกตเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สังเกตความแตกต่างสำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือนักสำรวจธรรมชาติ นักสิ่งแวดล้อม

 

..........................................................

พลังของสี 

วันนี้ขอหยิบยกการทดลองของ แซลลี่ ออสติน นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มาเขียนให้ได้อ่านกัน เธอนำเอานักศึกษาปีหนึ่ง จำนวน 50 คน  มาทดลองเกี่ยวกับสี โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ไปเข้า หอพักหลังใหม่ของมหาวิทยาลัยนักศึกษาจะได้ห้องพัก หนึ่งคนต่อหนึ่งห้องและเธอให้นักจิตวิทยาจำนวน 50 คนเข้าไปพัก ข้าง ๆ ห้องของนักศึกษาทั้ง 50 คนนี้ เพื่อคอยติดตามและจดบันทึก ทุกห้องมีขนาดกว้างขวางและแสงสว่างเหมือนกันหมดที่ต่างกันคือ สีของผนัง บางห้องเป็น สีเขียวอ่อน สีเทา สีม่วงอ่อน หรือแม้กระทั่งสีแดงอ่อนสีเขียว เพราะเธอต้องการพิสูจน์ว่าสีที่ต่างกันมีผลต่อพฤติกรรมของคนในระยะยาวอย่างไร

         ผ่านไปหนึ่งเดือน พบว่านักศึกษาจำนวน 10 กว่าคนที่อาศัยอยู่ในห้องพักสีเทา เริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัว ทั้งที่แต่ก่อน เขาต่างเป็นคนเฮฮา หลายคน เริ่มมีปัญหากับคนรัก บางทีทะเลาะกันรุนแรง

สำหรับกลุ่มคนที่พักอยู่ในห้องสีม่วง พฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่นกัน เดิมทีเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กไม่ชอบแต่งตัว แต่ตอนนี้ แต่งหน้าแต่งตา ก่อนออกจากห้อง มิหนำซ้ำเวลาที่มหาวิทยาลัยจัดงานแสดง พวกเขาจะเสนอตัว เข้าร่วมงานแสดงทุกครั้ง

สำหรับพวกที่พักอยู่ใน ห้องสีเขียวอ่อน และสีเขียว  แต่เดิมเป็นกลุ่มคนที่เฮฮาปาร์ตี้ แต่ตอนนี้กลายเป็น ไม่ชอบการออกไปร่วมกิจกรรมใด ๆ ชอบที่จะงีบนอนบนเตียง หลังจากกลับเข้าห้อง

นักศึกษา 10 คนที่อาศัยอยู่ในห้องสีแดงอ่อน เปลี่ยนเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย และชอบทำกิจกรรมกลุ่ม

พวกเขาทั้ง 50 คนพักอยู่ในหอพักนี้เป็นเวลา หนึ่งเทอมพอดี ท้ายที่สุดนักศึกษาที่อยู่ในห้องสีเทาทุกคนที่มีแฟนต่างเลิกกับแฟนทั้งหมด และ ผลการเรียนตกต่ำอย่างมาก

ส่วนนักศึกษาที่พัก ห้องสีม่วงหลายคนยื่นเรื่อง ขอเปลี่ยนคณะที่เรียนไปเป็น นิเทศศาสตร์หรือแฟชั่นดีไซน์ อีกสองคนไปเป็นนางแบบให้ศิลปินวาดรูป

นักศึกษาที่พักอยู่ใน ห้องสีเขียวอ่อน และสีเขียว ในเวลาว่างชอบมีพฤติกรรม หลบอยู่ตามมุม มหาวิทยาลัยเพื่อมองท้องฟ้า แม้บรรดานักจิตวิทยาจะพยายามพูดคุยด้วย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ บางคนมีอาการซึมเศร้า ไม่พูดไม่จา

พวกที่อยู่ในห้องสีแดงอ่อน มีท่าที กระตือรือร้น ต่องานของตน ร่าเริงแจ่มใส ผลการเรียนดี อีกทั้งยังชอบเข้าร่วมกิจกรรม ชมรมต่าง ๆ อย่างมาก

จากผลการวิจัยข้างต้นทำให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับสีมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงสีหอพักและห้องเรียนให้เหมาะสมกับสาขาวิชา นี่คือ อิทธิพลของสีที่มีต่อมนุษย์เรา

จะเห็นได้ว่า สีมีพลังอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ถ้าไม่เอาใจใส่ให้ดี อาจสร้างปัญหา แก่สังคมได้โดยง่ายอยู่เหมือนกัน

 

 

ที่มาบทความจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2560

...............................................................................................................

การทำร้ายสมอง

ข้อควรตระหนักสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองและพี่เลี้ยงสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง และพี่เลี้ยงควรตระหนักที่จะทำร้ายสมองเด็ก ได้แก่

คำพูดทางลบ

คำพูดในทางลบ เช่นการด่าทอ การตำหนิรุนแรง อยู่บ่อย ๆ จะทำให้เด็กรู้สึกไม่มีคุณค่าคำพูดของผู้ใหญ่ที่ตราหน้าเด็กทุกๆวันจะส่งผลให้เด็กรู้สึกถดถอยไร้ค่า มีผลต่อการหลั่งของสารเคมีที่เกี่ยวข้องต่อการเรียนรู้ในสมอง ดังนั้นอย่าตำหนิรุนแรงเมื่อเด็กทำผิดพลาดหรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสมการตำหนิเด็กอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ บ่อยครั้งจะให้ผลร้ายกับจิตใจเด็ก กลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า คนอื่นไม่ค่อยชอบเขา ฉะนั้นพ่อแม่ไม่ควรตำหนิเด็กพร่ำเพรื่อ หรือบ่อยครั้งและไม่ควรใช้คำพูดที่บาดใจเด็ก เช่น โง่ เซ่อ ปัญญาอ่อน   

เป็นต้น

ปกป้องหรือปล่อยปละละเลย

การปกป้องเด็กมากเกินไปหรือเลี้ยงแบบไข่ในหินไม่ให้ลูกได้ทำอะไรเลยจะส่งผลให้เด็กไม่มีทักษะในการแก้ไขปัญหาและทักษะความคิดด้านต่าง ๆ รวมทั้งยังทำให้เป็นคนที่อ่อนแอไม่แข็งแกร่งย่อท้อต่ออุปสรรคได้ง่าย ๆ สมองไม่ได้พัฒนาในการใช้คิดชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะการคิดแก้ไขปัญหาที่ใช้สมองส่วนที่มีศักยภาพสูงสุด ขาดความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเองกลายเป็นเด็กขาดทักษะทางพฤติกรรมที่แสดงออก ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ ต้องคอยพึ่งผู้อื่นตลอดเวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ยาก มีปัญหาในการปรับตัว อาจมีบุคลิกภาพแปรปรวน ส่วนการปล่อยปละละเลยมากไปก็ทำให้เด็กขาดวินัย ทำอะไรไม่เป็นไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขา แม้ว่าพ่อแม่จะอยู่บ้านเดียวกันกับลูกๆ แต่ลูกๆก็ขาดความใกล้ชิดกับพ่อแม่

การเร่งเรียนการคาดหวังสูง

การเร่งเรียน โดยไม่ได้ดูว่าพัฒนาการช่วงนั้น ๆ สมควรที่จะใส่อะไรให้เด็ก แต่ หากเราไปใส่ผิดช่วงวัย ทำให้โอกาสในการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องในช่วงวัยนั้นกลับหายไป เช่น วัยก่อนอนุบาลกลับให้บังคับ อ่านออกเขียนได้ทั้งๆ ที่ช่วงวัยนี้ ควรจะให้เด็กได้พัฒนาสมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์กลับไม่ได้พัฒนา ส่งผลอันตรายต่อเด็กเมื่อเติบโตไปในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องใช้สมอง ส่วนนี้ในการคิดพลิกแพลง สร้างมูลค่าของผลผลิตหรืองานที่เราประกอบอาชีพ ดังนั้นพ่อแม่ทุกคน จึงต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องจะได้ไม่ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

ผลกระทบจากความขัดแย้งของพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูก

            จะทำให้เด็กสับสน ทำตัวไม่ถูกต้องหากพ่อแม่ขัดแย้งรุนแรงก็จะสร้างตราบาปให้เด็กทำให้ไม่มั่นคงในชีวิตเกรงว่าพ่อแม่จะแยกทางกันและเด็กอาจจะมี การเอาแต่ใจ เมื่อพ่อห้ามก็จะไปหาแม่ เมื่อแม่ห้ามก็จะไปหาพ่อมีคนถือหางตลอดซึ่งส่งผลให้เด็กเอาแต่ใจตนเองได้ ไม่เคารพผู้ใหญ่

สภาพแวดล้อมแบบอย่างที่ไม่ดีความก้าวร้าวความรุนแรง

            ส่งผลให้สมองเด็กเลียนแบบไม่ดีและทำตัวไม่ดีตามแบบผู้ใหญ่ทั้งหมด สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดียังทำให้การเรียนรู้ของเด็กลดลง

            สาเหตุของการก้าวร้าวความรุนแรงมักเกิดจาก

1.การถูกทอดทิ้งปล่อยปละละเลย พ่อแม่ไม่เอาใจใส่ไม่เห็นคุณค่าของลูกหรือให้เวลาผูกพันใกล้ชิดกับลูกน้อยเกินไปเด็กจะขาดความรักความอบอุ่น ขาดความสุข

2.ครอบครัวที่แตกแยกมีการทะเลาะวิวาททำร้ายกัน ใช้ถ้อยคำรุนแรง ด่าว่า

3.พ่อแม่ไม่มีความพร้อมที่จะมีลูก มีปัญหาทางเศรษฐกิจเห็นว่าเด็กเป็นปัญหาความยุ่งยากของครอบครัว

4.สาเหตุอื่น ๆ เช่น มีลูกมาก พ่อแม่แสดงความลำเอียงรักพี่หรือน้องมากกว่าทำให้เด็กเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

ทีวีมีผลต่อเด็กอย่างไร

การสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดีในการดูทีวีแนวทางต่อไปนี้ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงเพื่อให้การดูทีวีของครอบครัวคุณ ให้คุณมากกว่าโทษ

1.จำกัดเวลาดูทีวี ควรวางทีวีไว้ในห้องที่มีสิ่งบันเทิงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จอสี่เหลี่ยม(เช่น หนังสือ นิตยสารสำหรับเด็ก ของเล่น เกมปริศนา กระดาน หมากรุก เป็นต้น) เพื่อส่งเสริมให้ลูกๆ ของคุณทำอย่างอื่นนอกจากดูทีวี

2.ไม่ควรมีทีวีในห้องนอนลูก

3.ปิดทีวีในระหว่างรับประทานอาหาร

4.ไม่อนุญาตให้ลูกดูทีวีไป ทำการบ้านไป

5.ทำให้การดูทีวีเป็นเหมือนสิทธิพิเศษที่คุณยอมอนุญาตให้ลูกบางครั้งบางคราว แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่ต้องได้เสมอไปบอกกับลูกๆ ว่าจะดูทีวีได้ก็ต่อเมื่อทำการบ้านและงานบ้านเสร็จหมดแล้ว

6.ทดลองหยุดทีวีสักสัปดาห์หนึ่ง เพื่อการอยู่พร้อมหน้ากันของครอบครัว เช่น รับประทานอาหารร่วมกัน เล่นเกม ทำกิจกรรมกลางแจ้งและอ่านหนังสือจะดีกว่า

7.เป็นตัวอย่างที่ดีโดยการจำกัดเวลาดูทีวีของคุณเอง

8.ดูรายการทีวีที่จะให้ลูกดูเสียก่อน

9.กำหนดตารางเวลาการดูทีวีของครอบครัวในแต่ละสัปดาห์ซึ่งทุกคนในครอบครัวเห็นพ้องด้วยและติดตารางเวลาไว้ในบริเวณที่เห็นชัด(เช่นหน้าตู้เย็น) เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ารายการใดที่สามารถดูได้และในเวลาใดและต้องแน่ใจว่าจะไม่มีใครเปิดทีวีในเวลาอื่น

10.ดูทีวีร่วมกับลูกถ้าคุณไม่สามารถดูทีวีจนจบรายการก็ให้ดูช่วงสองสามนาทีแรกเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ทราบว่ารายการนั้นเหมาะสมหรือไม่หรือคอยเช็คดูเป็นระยะๆ ตลอดรายการ

11.พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นบนจอทีวีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและค่านิยม(สำหรับเด็กโต) ถ้ามีอะไรที่คุณไม่เห็นด้วยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ คุณอาจปิดทีวีและใช้โอกาสนี้ถามคำถามที่กระตุ้นให้ลูกคิดเป็นต้นว่า ลูกคิดว่าเหมาะสมไหมที่คนเหล่านั้นจะใช้กำลัง พวกเขาน่าจะทำอะไร ได้อีกไหม ถ้าเป็นลูก ลูกจะทำยังไง คุณสามารถใช้ทีวีอธิบายถึงสถานการณ์ที่สร้างความสับสนหรือเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน (เช่น เรื่องเพศ ความรัก สุรา การสูบบุหรี่ ฯลฯ) สอนลูกคุณให้รู้จักตั้งคำถามและเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นจากทีวี

12.พูดคุยกับพ่อแม่ท่านอื่น ๆ หรือคุณครูที่โรงเรียนเกี่ยวกับนโยบายการดูทีวีของพวกเขาและรายการสำหรับเด็กที่เหมาะสมในทัศนะของพวกเขา

            เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนให้เด็กเรียนวิชาการมากมายการบ้านก็มาก กวดวิชาก็มากเป็นการทำร้ายเด็กทางอ้อมโดยไม่รู้ตัวซึ่งไม่สามารถเรียกสมองส่วนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ ไหวพริบ ความคิดแปลกแตกต่าง การแก้ปัญหาเป็นการกลับคืนมาได้เพราะเด็กจะไม่มีทักษะในการใช้ชีวิตในสังคมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อพบปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ พ่อแม่ไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาไปตลอด เพราะฉะนั้นควรให้ลูกมีเวลาได้เล่นออกกำลังกาย การทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ และแก้ปัญหาด้วยตนเองบ้างเจออุปสรรคบ้างในระดับมหาวิทยาลัยก็ควรจะให้เด็กไปฝึกในสาขาคณะที่เรียนจากประสบการณ์จริงเพื่อนำมาแก้ปัญหาในห้องเรียน

 

ถ้าไม่อยากเสียลูกไป

อย่าทำ

ให้ทำ

อย่าตามใจลูกทุกอย่าง

ให้มีผิดหวังและมีเสียใจบ้าง

อย่าเอาแต่ดุด่าเด็ก

หาทางชมเชยบ่อย ๆ เมื่อทำดีให้กำลังใจ

อย่าทำให้ลูกทุกอย่าง

ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย โตขึ้นช่วยงานพ่อแม่ทำงานหาเงินใช้เองบ้าง

อย่าคาดหวังสูงอย่ากดดันเด็ก

ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นเพราะเขายังเป็นเด็กดูความต้องการของเขา

อย่าหวังแต่ผลการเรียนดี ๆ

อย่าให้แต่เรียนอย่างเดียว

อย่าบ่นกับวัยรุ่นมาก

ให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาชอบดูความถนัด ความสนใจ

มีเวลาให้เล่นตามวัย ทำกิจกรรม ทำงานฟังเขาพูดให้มาก ผู้ใหญ่คอยแนะนำและให้เขาตัดสินใจเอง

อย่ามัวแต่หาเงิน

มีเวลาปลูกฝังความดีรู้คุณค่าของชีวิต

อย่าบังคับ/เข้มงวดมากไป

มีเวลาสังเกตพฤติกรรม/สีหน้า/ท่าทางพูดคุยและทำตัวเป็นเพื่อนเล่นโดยเฉพาะพ่อ

อย่าเลี้ยงแบบไข่ในหิน

ให้ช่วยตัวเองตามวัย โตขึ้นช่วยงานพ่อแม่

อย่าลำเอียง

อย่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอย่าตบตีทะเลาะกันให้เด็กเห็น

ให้เวลา/ความรัก/สิ่งของเท่าเทียมกัน ต้องการให้ลูกเป็นอย่างไร เราต้องเป็นอย่างนั้นก่อน

อย่าให้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มากเกินไป เช่น เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

มอบหมายภาระงานให้รับผิดชอบบ้างจะได้ไม่มีเวลาว่างมากเกินไป

 

ความสำคัญของสมอง

มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้มีความสามารถความถนัด ศักยภาพแตกต่างกันบางคน ไม่มีความรู้ระดับปริญญา แต่สามารถสร้างตนเองจนเป็นคนร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยไม่ต้องใช้เส้นทางลัด เช่น อาชีพแต่เขาใช้ความสามารถในการคิด และประสบการณ์หลายๆ คนคงจะเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ประสบมา ทำไมคนเหล่านั้นจึงมีความสามารถในการประกอบอาชีพ สุจริต ความสามารถในการอยู่รอด ความสามารถในการประกอบอาชีพ สุจริต ความสามารถในการดำรงชีวิตจนร่ำรวยได้ โดยไม่ต้องอาศัยปริญญาบัตร แน่นอนความสามารถเหล่านี้ต้องมาจากมันสมองที่ฉลาดและประสบการณ์ที่ได้รับมาอย่างครบถ้วน มันสมองจึงเป็นอวัยวะสำคัญที่จักพาชีวิตของทุกคนดำรงชีวิตอย่างมีความสุขไม่ต้องอดมื้อกินมื้อถ้าปราศจากการสั่งการจากสมองแล้วเราคงจะทำอะไร ไม่ได้เลย

          ปัจจุบันได้มีวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสมองมากมายที่ช่วยให้ พ่อแม่ผู้เลี้ยงดู สามารถพัฒนาสมองของบุตรหลานให้ฉลาด เพิ่มความสามารถเพิ่มศักยภาพได้ เพียงแต่การส่งเสริม สนับสนุนเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่มีองค์ความรู้ที่ถูกทิศทาง เท่านั้น

          สมองและเซลล์สมอง

          สมองคนเราเริ่มก่อตัวตั้งแต่หลังปฏิสนธิ 2 สัปดาห์ในครรภ์ปัจจัยที่ได้รับขณะตั้งครรภ์ ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเช่นกัน เช่นแม่ต้องมีอารมณ์ดี  มีอารมณ์ขัน มีความสุข ไม่เครียดไม่ซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล ไม่ขี้โมโห ได้รับสารอาหารที่ครบทุกชนิดโดยเฉพาะธาตุเหล็กไอโอดีนโปรตีนโฟลิก วิตามินฯ ได้ฟังเพลงที่ชอบ การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ การได้น้ำอย่างเพียงพอ การได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ การไม่ได้รับสารพิษ เช่น บุหรี่ เหล้ายาเสพติด การได้รับความรัก ความอบอุ่นและกำลังใจจากสามีฯ หรือครอบครัว

          หลังคลอดสมองหนักประมาณ 1 ในสามของผู้ใหญ่ สมองมีส่วนประกอบอยู่หลายส่วน แต่ที่สำคัญหลักๆ คือ สมองประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ จำนวนเซลล์สมองเมื่อทารกเกิดมีประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์มีใยประสาทประมาณ 20% ของผู้ใหญ่และจะมีมากที่สุดในวัย 3 ขวบ หลังจากนั้นจะถูกตัดแต่งในส่วนที่ไม่ค่อยใช้จะหดหายไป หลังจากคลอดแล้วจำนวนเซลล์สมองไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักแต่จะขยายตัวใหญ่ขึ้นและเพิ่มสายใยประสาทเพื่อเชื่อมและสื่อสารกันระหว่างเซลล์จำนวนใยประสาทมากน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมการกระตุ้นต่าง ๆ กิจกรรมการละเล่น

 ประสบการณ์ต่าง ๆ  การส่งเสริมสนับสนุนจากพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูครูบาอาจารย์ ที่สำคัญ คือ ยิ่งมีใยประสาทมากยิ่งฉลาดมากและเรียนรู้ได้เร็ว

          เซลล์สมองที่เกี่ยวกับการเรียนรู้มี 2 อย่าง คือ Neurons และ Glial cells ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ส่วนบนของสมองชั้นนอก(Neocortex)

          การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเซลล์สมอง (Neurons) 2 ตัวติดต่อกันโดยผ่านทางสายใยประสาทสางผ่านไปให้เซลล์ประสาทอีกตัวหนึ่งโดยใช้สารเคมี เพื่อผ่านไปยังอวัยวะที่เกี่ยวข้องหรือเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนการสื่อสารภายในเซลล์สมองเป็นการใช้ระบบกระแสไฟฟ้าแม้ว่าจำนวนสมองเท่าเดิม แต่ก็อาจสูญเสียการทำงานของสมองส่วนนั้นได้ ซึ่งเกิดจากเซลล์สมองที่ไม่ได้ถูกใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยเฉพาะในวัยที่กำลังเจริญเติบโตเรียกว่า Neural pruning (Diamonds&Hopson 1998) ซึ่งเราจะสูญเสียความทรงจำ ไม่เกิดการเรียนรู้และการทำงานของเซลล์สมองกลุ่มนั้นเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกาย ที่มีการสูญเสียการทำงานหากไม่ได้ใช้นาน ๆเช่น กล้ามเนื้อแขนขาลีบเล็กคนอัมพาต

          ความหนาแน่ของใยประสาทและธรรมชาติของสมองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (เรียกว่า Neural Plasticity) ขึ้นกับประสบการณ์อาหาร การเลี้ยงดู การละเล่นและทักษะต่าง ๆ ที่สมองได้รับหากสมองได้รับการฝึกในให้ใช้ความคิดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแก้ปัญหา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เด็กก็จะคิดแก้ปัญหาเป็น มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นแต่ต้องตรงข้ามหากไม่ได้ฝึกคิดอะไรเลย มีแต่การเรียนเนื้อหาความรู้ให้มีความจำอย่างเดียวนานๆ สมองก็จะคิดชนิดอื่นๆ ไม่ออก แก้ปัญหาไม่เป็นมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์น้อย

          การทำงานของสมองตั้งแต่เซลล์ประสาทจนถึงการสั่งงานในหน้าที่ต่าง ๆ เป็นการทำงานของเซลล์ประสาทโดยใช้ระบบสารเคมีไฟฟ้าเซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานกันเป็นกลุ่ม เซลล์ประสาท 1 ตัว จะติดต่อกับเซลล์ประสาทอื่นเป็นหมื่นๆ เซลล์โดยผ่านทางเส้นใยประสาทและจุดเชื่อมต่อเซลล์ประสาท

          ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรการกระตุ้นการให้สมองได้ใช้ความคิดแก้ไขปัญหา คิดพลิกแพลง การใช้กระบวนการคิดรูปแบบต่างๆ การละเล่นการทำงานตามวัยการช่วยเหลือตัวเองตามวัย หรือการทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยให้สมองเจริญเติบโตได้ดีและประสบการณ์ต่างๆ ที่ดีๆ จะทำให้สมองเจริญเติบโตดี แต่ต้องมีส่วนในการให้คิดและร่วมลงมือทำอย่างแท้จริง

          เราจะพบว่าสมองจะเจริญเติบโตได้ดีจาก

1)     สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดีและอาหารที่ครบห้าหมู่ เช่น ผักผลไม้ ไข่ นม เนื้อสัตว์ ธัญพืช ฯลฯ

2)     มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและการเรียนคือการมีกิจกรรมทางสังคมที่ใช้ความคิดอยู่เสมอ เราเรียนดีขึ้นเมื่อ

เราทำงานกลุ่ม

3)     ความสัมผัสอันอ่อนโยนอบอุ่นความมีเมตตาในการเลี้ยงดูหรือดูแล

4)     มีปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อม

5)     สมองจะไวต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์โดยเฉพาะในระยะวัยเด็ก ๆ(ประมาณก่อน 10-12ปี)

6)     สมองควรจะถูกใช้และถูกระตุ้นทุกอายุทุกๆด้านและใช้สมองคิดในสิ่งต่าง ๆ ทุกด้าน

7)     การเล่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้และพัฒนาการเจริญเติบโตของสมองในเด็กเล็ก ส่วนเด็กโตก็

เป็นการทำกิจกรรมต่าง ๆ การทำงาน ช่วยเหลือตนเองตามวัย การทำงานช่วยเหลือพ่อแม่

8)     ในการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการทำให้สิ่งแวดล้อมในขณะเรียนรู้มีแรงกดดัน/ความเครียดน้อยสุด รวมถึง

ภาวะอารมณ์ของผู้ใกล้ชิดและกระตุ้นให้เด็กในทุกรูปแบบไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์ คิดจินตนาการคิดแก้ปัญหาคิดวิเคราะห์ ฯลฯ

9)     การที่จะให้เด็กเป็นคนดีต้องปลูกฝังสิ่งดี ๆ ตั้งแต่เล็ก ๆและให้มีแบบอย่างที่ดีต่อเด็กๆ ไม่เอาภาพ

ความรุนแรงก้าวร้าวมาให้เด็กเรียนรู้

การมีปฏิกิริยาต่อสังคม,การเลี้ยงดูที่ดี,ความรัก การสัมผัสอันอ่อนโยน,ความคิดดีมีเมตตาธรรม การใช้

สมองคิดทำงานต่าง ๆ ที่ท้าทายและการเล่นต่าง ๆ การทำกิจกรรมกลุ่มสภาพการเรียนรู้ที่ไร้แรงกดดันล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและใยประสาทไม่ว่าจะเป็นที่บ้านโรงเรียนที่ทำงานซึ่งมีผลอย่างมากต่อการเรียนรู้

 

ความเครียดและการลัดวงจร(Stress and Downshifting)

สารเคมีที่หลั่งออกมาเวลาเครียด(เช่น คอรทิซอล:cortisol)จะหยุดยั้งการทำงานของสาร ส่งสัญญาณ

ทางประสาทในเส้นทางปกติแต่จะมีการส่งสัญญาณลัดวงจรเกิดขึ้น (Downshifting) เป็นการเปลี่ยนระบบการสั่งงานของสมอง เช่น เมื่อเราเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า กำลังตัดสินใจว่าเราจะไปที่ไหนและซื้ออะไร แต่เมื่อเราเร่งรีบเกรงว่า จะไปทำงานไม่ทันหรือความกลัว ว่าเจ้านายจะมาเห็นเราหนีงานมา จะคอยเตือนอยู่ตลอดเวลาและเป็นเหตุให้สมองทำงานลัดวงจรโดยไม่ผ่านไปที่สมองส่วนความคิดระดับสูงและความทรงจำเช่นเคยแต่กลับอยู่ในชั้นอารมณ์ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณเกิดภาวะทางอารมณ์และการเอาตัวรอดเกิดขึ้น ทำให้เราลืมของบางอย่าง

ที่ต้องการซื้อได้ ทั้งยังทำลายระบบการทำงานของสมองส่วนที่เก็บหน่วยความจำที่ทำให้เราจำได้นานๆ (Jensen,1998)

แต่ความเครียดหรือความกดดันชั่วคราวบางอย่างก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะจะช่วยให้เราตอบสนองปัญหาแปลกๆ เช่น การสัมภาษณ์งาน การนำเสนองาน ก่อนสอบ การเตรียมตัวผ่าตัด แต่ถ้าเกิดภาวะเครียดมากๆ เป็นประจำทุกวัน ผลก็จะต่างกันออกไป เงื่อนไขนี้อาจเป็นสาเหตุที่เกิดการทำลายเซลล์ประสาท(Neurons) (Khalsa,1997)

          สมองเด็กวัยรุ่น พบหลักฐานที่บ่งบอกว่า มันสมองเกี่ยวกับการตอบสนองทางอารมณ์มีการเปลี่ยนแปลงในวัยรุ่น การเชื่อมโยงของสายใยประสาท ขึ้นกับสภาพอารมณ์ ซึ่งเหมือนกันทุกวัยแต่การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนความเครียด จะมีผลต่อการตอบสนองของสมองและพฤติกรรมวัยรุ่น การอดนอน การนอนน้อย ล้วนมีผลต่อภาวะซึมเศร้าพฤติกรรมก้าวร้าว การเจริญเติบโตของร่างกายและสุขภาพทางอารมณ์

         สมองเด็กวัยรุ่นเริ่มมีเยื่อหุ้ม Myelin มากขึ้นทำให้การเรียนรู้เร็วและมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การวางแผน ความคิดสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น

          เพราะฉะนั้นบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งพ่อแม่ –ครูพี่เลี้ยงต้องคอยระมัดระวังความเครียดหรือเหตุการณ์ที่จะสร้างแรงกดดันเกิดขึ้นกับเด็กแต่ให้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีระวังอารมณ์เครียดของตนเองที่จะมีผลต่อการเรียนของเด็กด้วยและต้องเตือนตัวเราเองหรือบุตรหลานอย่าทำงาน/เรียนหนักเกิดเหตุจนชีวิตขาดความสุข ขาดการพักผ่อน ออกกำลังกายเราต้องมีสติเตือนและรู้ตัวเราเองว่า ขณะนี้ กำลังเครียดแล้วนะ คือ มีอาการสมองตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออกหรือไม่ปล่อยใจหรือความคิด ให้จมอยู่กับความทุกข์ ความผิดหวังความเศร้า หรือความโกรธแค้น นานเกินไปตลอดเวลา เพราะจะเกิดผลเสียตามมามากมายไม่คุ้นกันและสิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้เสียใจอย่างไร ก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น และไม่มีใครสามารถเตือนตัวเราตลอดเวลาได้นอกจาก ตัวเราเองและ ครู/พ่อแม่ ต้องนึกตลอดเวลาว่า สมองเด็กกำลังเจริญเติบโต และต้องคำนึงถึงว่าเด็กต้องใช้เวลา อยู่กับครูนานกว่าพ่อแม่ซึ่งแสดงว่าสมองส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่มีผลจากครู และต้องคำนึงถึงว่าสมองเด็ก ต้องการหาสิ่งใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆมาเรียนเสมอ ต้องการตัวกระตุ้นแต่ไม่ใช่วิชาการมากมายซ้ำซากเกินไป จนทำให้เด็กมีความทุกข์โดยให้ความรู้เฉพาะที่ใช้ประโยชน์ ได้จริงไม่ซ้ำๆซาก ๆ ต้องมีความพอดีในการให้ความรู้ เด็กและการทำกิจกรรมออกกำลังกลายการพักผ่อน การกระตุ้นการใช้สมองในรูปแบบต่าง ๆ และเราต้องดูแลสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอารมณ์ของครู/พ่อแม่ที่จะมีผลต่อสมองเด็กและการเรียนรู้

สมองเจริญเติบโตดี(ฉลาด)

(โดยเฉพาะต่อกลุ่มวัยรุ่น)

สมองถูกทำลาย

(เป็นได้ทุกวัย)

-        การละเล่นต่าง ๆ เล่นกับเพื่อน ๆ

-        ช่วยเหลือตัวเองตามวัย

-        ได้ทำงานด้วยตนเอง

-        ออกกำลังกายเพิ่มออกซิเจนไปสมอง

-        การได้ทำกิจกรรมกลุ่ม

-        มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม

-        ได้ทำหรือเรียนสิ่งที่ชอบ

-        ได้รับคำชมเชยเสมอ

-        ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่/ผู้ใกล้ชิด

-        การละเล่นต่าง ๆ เล่นกับเพื่อน ๆ

-        ช่วยเหลือตัวเองตามวัย

-        ได้ทำงานด้วยตนเอง

-        ออกกำลังกายเพิ่มออกซิเจนไปสมอง

-        การได้ทำกิจกรรมกลุ่ม

-        มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม

-        ได้ทำหรือเรียนสิ่งที่ชอบ

-        ได้รับคำชมเชยเสมอ

-   ศิลปะ ดนตรี กีฬา ออกกำลังกาย ร้องเพลง ตามความชอบและอิสระ ไม่ใช่ท่องทฤษฎี

-    ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมสร้างกระบวนการคิดด้านต่าง ๆ มากกว่าเน้นความจำ หรือเนื้อหามากมายจนไม่มีได้ฝึกกระบวนการคิด

-        สัมผัสของจริง ทัศนศึกษา

-        ได้คิดจินตนาการ เช่น การฟังนิทาน การละเล่นสมมุติ

-        มองตนเองในแง่บวก เป็นคนยืดหยุ่นมีอารมณ์ขัน อารมณ์ดี

-        อาหารครบห้าหมู่ โดยเฉพาะปลา นม ไข่ ถั่วเหลือง ไอโอดีน วิตามีนบี ผัก ผลไม้ ข้าวงอก ข้าวกล้อง น้ำที่เพียงพอ

1. ความเครียดนาน ๆ จากสาเหตุ

- ทำงาน/เรียนหนัก บ้างาน การบ้านมาก

- ถูกบังคับให้เรียนหรือทำงานในสิ่งที่ไม่ชอบ

- ถูกดุด่าทุกวัน

- ขาดความรัก ความอบอุ่น

- ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อน

- เข้มงวดเกินไป

- มองตนเองในแง่ลงตลอดเวลา

2. ความเครียดนาน ๆ จากสาเหตุ

- ทำงาน/เรียนหนัก บ้างาน การบ้านมาก

- ถูกบังคับให้เรียนหรือทำงานในสิ่งที่ไม่ชอบ

- ถูกดุด่าทุกวัน

- ขาดความรัก ความอบอุ่น

- ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อน

3. สมองไม่ได้ถูกระตุ้นหรือถูกใช้เลย เช่น การคิด จินตนาการ ความคิดแปลกแตกต่าง คิดแก้ปัญหา คิดนอกกรอบ คิดแปลกๆใหม่ ทำให้ไม่มีการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างสม่ำเสมอจะทำให้สมองฝ่อ ส่งผลให้ สูญเสียความจำทั้งเก่าและใหม่

4. การอดนอน

5. ความกังวล โกรธ ซึมเศร้า ความแค้น ความทุกข์สะสมนาน ๆ

6. ขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก

7. การเล่นเกมส์ที่มากเกินไปมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะเกมส์ไม่สร้างสรรค์ ก้าวร้าวต้อสู้

8. ได้รับสารพิษ เช่น บุหรี่ เหล้าสารตะกั่ว สารเสพติด(ความเครียดนานาๆ จะยับยั้งการเรียนรู้ ทำลายสมอง เกิดโรงมะเร็ง ภูมิแพ้โรคหัวใจSLE โรคกระเพาะ ฯลฯ)

 

 

*************************************************************************************

ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องของการศึกษาสิ่งแรกที่เราต้องนึกถึงกันเลยก็คือ โรงเรียนเพราะเป็นสถานที่ที่มอบความรู้ อบรมสั่งสอนเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี และยิ่งเป็นโรงเรียนมัธยมด้วยแล้วนั้น ยิ่งต้องศึกษาให้ดีเสียก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมในสถาบันต่างๆ เลย ทั้งต้องดูถึงคุณภาพของการศึกษา ระบบการเรียนการสอนว่าป็นอย่างไรบ้าง และนี่คือ 10 อันดับโรงเรียนที่สุดในประเทศไทย ที่วัดมาจากผลการสอบ แอดมิชชัน โควตา รับตรง และคะแนนสอบต่างๆ จะมีโรงเรียนไหนกันบ้าง? ตามมาดูกันเลย

แนะนำ! 10 โรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองไทย

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

1. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ชื่อภาษาอังกฤษ : Mahidol Wittayanusorn School

ชื่อย่อ : มวส.

สัญลักษณ์ : ตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ มีลักษณะเป็นวงกลม มีอักษรตอนบนว่า ปญญาย ปริสุชฌติ คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญาตรงกลางวงกลมประกอบด้วยอักษร สัญลักษณ์ประจำราชสกุลมหิดล อยู่ภายใต้จักรตรี และพระมหาพิชัยมงกุฏและด้านล่างภายใต้วงกลมมีข้อความว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ตัวอักษร ม หมายถึง พระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยทางโรงเรียนได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

ต้นไม้ประจำโรงเรียน : ต้นศรีตรัง

สีประจำโรงเรียน : สีน้ำเงิน-สีเหลือง โดยสีน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ และสีเหลืองแทนนักวิทยาศาสตร์

เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย มีฐานะเป็นองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 และเปลี่ยนสถานภาพเป็นองค์การมหาชนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เคยตั้งอยู่ที่วัดไร่ขิง ในปัจจุบันตั้งอยู่ ณ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และเป็นโรงเรียนที่มีเครือข่ายกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำในประเทศอื่น ๆ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มีการใช้ระบบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนเอง โดยปรกติมีอัตราการรับเข้าประมาณ 1.5% (240 คนจากนักเรียนที่สมัครแต่ละปีประมาณ 20,000 คน) โดยนักเรียนทุกคนได้รับทุนการศึกษาเต็มตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในโรงเรียน

เว็บไซต์โรงเรียน : www.mwit.ac.th

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

2. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ชื่อภาษาอังกฤษ : Triam Udom Suksa School

ชื่อย่อ : ต.อ.

สัญลักษณ์ : ตราพระเกี้ยวเปล่งรัศมี

สีประจำโรงเรียน : สีชมพู

เป็นโรงเรียนสหศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งแรกของประเทศไทย อยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480 (ขณะนั้นนับวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ นับอย่างสากลถือเป็น พ.ศ. 2481) โดยมติของสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี ฯพณฯ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นผู้อำนวยการท่านแรก

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตั้งอยู่เลขที่ 227 ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร บนพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีอาณาบริเวณติดกับหลายคณะ ได้แก่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ นอกจากนี้ภายในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษายังเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารจุฬาวิชช์

เว็บไซต์โรงเรียน : www.triamudom.ac.th

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

3. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ชื่อภาษาอังกฤษ : Suankularb Wittayalai School

ชื่อย่อ : ส.ก.

สัญลักษณ์ : ตราประจำโรงเรียนเป็นรูปหนังสือมีไม้บรรทัดดินสอปากกาคั่นอยู่ หน้าปกหนังสือมีพระเกี้ยวยอดหรือจุลมงกุฏ และอักษรย่อ จ.ป.ร. ด้านขวามีช่อดอกกุหลาบ มุมซ้ายล่างมีริบบิ้นผูกช่อดอกกุหลาบ ซึ่งมีตัวหนังสือกำกับว่า โรงเรียนหลวงสวนกุหลาบด้านบนปรากฏมีปรัชญาและคติพจน์ สุวิชาโน ภวํ โหติด้านล่างมีคำแปลว่า ผู้รู้ดี เป็นผู้เจริญ

คติประจำใจ : “เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้องคือสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย

ดอกไม้ประจำโรงเรียน : ดอกกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์

สีประจำโรงเรียน : สีชมพู-สีฟ้าสีชมพู เป็นสีประจำวันพระราชสมภพใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สีฟ้า เป็นสีประจำวันพระราชสมภพใน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เป็นโรงเรียนชายล้วนในระดับชั้น มัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2425 ปัจจุบันมีอายุ 135 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 88 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บนเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารเรียน 7 หลัง ห้องเรียนทั้งหมด 78 ห้อง

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็น 1 ในกลุ่มโรงเรียนจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมของทั้ง 4 โรงเรียน โดยแต่ละโรงเรียนจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพในทุกๆ 2 ปี นอกจากการแข่งขันฟุตบอล ยังมี การแปรอักษร ของทั้ง 4 โรงเรียน ซึ่งเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญของงาน โดยกีฬาจตุรมิตรสามัคคีจะจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี ที่สนามศุภชลาศัย นอกจากนี้ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ยังมีกรีฑาสวนกุหลาบสัมพันธ์ และงานชุมนุมลูกเสือ-เนตรนารี สวนกุหลาบสัมพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับโรงเรียนในเครือสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละโรงเรียนจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ

เว็บไซต์โรงเรียน : www.sk.ac.th

โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา

4. โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา

ชื่อภาษาอังกฤษ : Hatyaiwittayalai School

ชื่อย่อ : ญ.ว.

สัญลักษณ์ : “ตรี-จักร” ตรี : สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ จักร : ความยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญ ความคม อันจะปกป้องสถาบันทั้งสาม

ปรัชญา : เรียนดี กีฬาเด่น เน้นคุณธรรม

ต้นไม้ประจำโรงเรียน : จามจุรี

สีประจำโรงเรียน : สีฟ้า-สีแดงสีฟ้า คือ ความฉลาดอันสูงส่งเป็นเลิศ และ สีแดง คือ ความเข้มข้นในความรักชาติ

เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ลำดับที่ 3 ของจังหวัดสงขลา ในระยะต้นเปิดรับเฉพาะนักเรียนชาย จึงเรียกกันติดปากว่า โรงเรียนมัธยมชาย หรือ มอชายมีชื่อย่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า มชญ. ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงการรับนักเรียนจากชายล้วนเป็นสหศึกษา โดยยุบรวมกับโรงเรียนสตรีหาดใหญ่ สมบูรณ์กุลกันยา” สถาปนาเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2488 ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 โรงเรียนได้รับการรับรองมาตรฐานสากลด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 จาก UKAS ประเทศอังกฤษ

เว็บไซต์โรงเรียน : www.hatyaiwit.ac.th

โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

5. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

ชื่อภาษาอังกฤษ : Samsenwittayalai School

ชื่อย่อ : ส.ส.

สัญลักษณ์ : ดวงประทีป เหนืออักษรย่อชื่อโรงเรียนภายในวงกลม มีปรัชญาของโรงเรียนเป็นภาษาบาลี และคำแปลเขียนล้อมวงกลมรอบนอก และชื่อโรงเรียนในแถบโบว์ปลายพลิ้วรูปครึ่งวงกลมที่ส่วนล่างสุด

ธงประจำโรงเรียน : พื้นธงสีชมพู แถบสีละครึ่งผืน ตามความยาวของผืนธง สีชมพูอยู่บน สีเขียวอยู่ล่าง ปักด้วยไหม เป็นรูปตราโรงเรียนทางมุมซ้ายของผืนธง ตรงแถบสีชมพู

สีประจำโรงเรียน : สีชมพู-สีเขียว

เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษประเภทสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่จำนวน 22 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา มีนักเรียนจำนวน 3,050 คน ข้าราชการครูจำนวน 129 คน สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2498 โดยเริ่มจากเมื่อในปี พ.ศ. 2494 กระทรวงศึกษาธิการมีโครงการจะสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูที่บริเวณระหว่างถนนศรีอยุธยากับซอยรางน้ำ แต่เนื่องจากสถานที่เรียนของนักเรียนมีไม่เพียงพอ กระทรวงศึกษาธิการ จึงโอนโรงเรียนที่กำลังสร้างนี้ให้เป็นโรงเรียนมัธยมของ กรมวิสามัญ จน 4 ปีต่อมาได้ย้ายนักเรียนมาที่โรงเรียนแห่งใหม่และตั้งชื่อว่า โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยที่นี่ยังเคยได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และยังมีนักเรียนอีกหลายคนได้ไปแข่งขันวัดความรู้กับหลายๆ ประเทศ และได้รางวัลกลับมาอีกด้วย

เว็บไซต์โรงเรียน : www.samsenwit.ac.th

โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง

6. โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง

ชื่อภาษาอังกฤษ : Bunyawat Witthayalai School

ชื่อย่อ : บ.ว.

สัญลักษณ์ : เป็นอักษรย่อ บ.ว. ในกรอบลายกนก ข้างล่างมีคติพจน์ประจำโรงเรียนว่า สมฺมา วายเมเถว ปุริโสแปลว่า เป็นคนพึงทำดีร่ำไป

ปรัชญา : วิชาการเป็นเลิศ เทิดสถาบัน ยึดมั่นคุณธรรม

สีประจำโรงเรียน : “สีแดง-สีขาวสีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ และสีขาว หมายถึง ความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ ซึ่งก็มีความหมายรวม คือ ความกล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม

โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เป็นโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดลำปาง และเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 (ลำปาง-ลำพูน) เปิดการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 แบบสหศึกษา มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 4,291 คน คณาจารย์และบุคลากรจำนวน 270 คน นอกจากนี้โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนเครือข่ายโครงการโอลิมปิกวิชาการศูนย์โรงเรียนขยายผล สอวน. สาขาเคมี และปัจจุบันเป็นสถานศึกษาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนนี้ได้สร้างชื่อเสียงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ที่สำคัญได้รับการดัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นโรงเรียนดีเด่นได้รับรางวัลพระราชทานระดับมัธยมศึกษา ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ส่วนในปีที่ผ่านมายังได้รับรางวัล the International Sustainable World เหรียญทองแดง ในหัวข้อ The Magic of Leonardite : the Absorbent Agent to Clean Wastewater เป็นตัวแทนโครงงานประเทศไทยเข้าแข่งระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เว็บไซต์โรงเรียน : www.bwc.ac.th

โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

7. โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

ชื่อภาษาอังกฤษ : Bodindecha (Sing Singhaseni) School

ชื่อย่อ : บ.ด.

สัญลักษณ์ : พระเกี้ยว ตราประจำรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า ศิราภรณ์ประดับยอดศีรษะหรือ จุลมงกุฎซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับ มงกุฎพระปรมาภิไธยเดิมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมีความหมายว่า พระจอมเกล้าน้อยเมื่อพระนามาภิไธยเดิมและพระปรมาภิไธยเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่าพระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎ จึงได้ใช้พระเกี้ยวหรือจุลมงกุฎวางบนเบาะ เป็นพิจิตรเลขาประจำรัชกาลของพระองค์

ต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใช้ตราพระเกี้ยวเป็นสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนข้าราชการ และหลังจากนั้นจึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อสภามหาวิทยาลัยลงมติจัดตั้ง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงรับเอาตราพระเกี้ยว เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียนด้วย และเมื่อ คุณหญิงบุญเลื่อน เครือตราชู ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ก่อตั้งโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2514 จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตใช้พระเกี้ยวเป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน

ดอกไม้ประจำโรงเรียน : ดอกบัวนิลุบล

สีประจำโรงเรียน : สีน้ำเงิน

เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในกรุงเทพมหานคร ประเภทสหวิทยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2514 ตั้งอยู่บนที่ดิน จำนวน 39 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา ซึ่งเดิมเป็นที่ดินของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วตกทอดมาจนถึงคุณหญิงนครราชเสนี (เจือ  สิงหเสนี) ผู้เป็นทายาทได้มอบที่ดินผืนนี้ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อสืบสานปณิธานอันแน่วแน่ของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ต้องการให้มีโรงเรียนสอนคน สร้างปัญญาและคุณธรรม โรงเรียนในกลุ่มบดินทรเดชา ประกอบด้วย 6 แห่งด้วย ได้แก่

1.       โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

2.       โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๒

3.       โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

4.       โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๔

5.       โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี

6.       โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ

พ.ศ. 2532 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้รับคัดเลือกให้เป็น โรงเรียนพระราชทานระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ต่อมา พ.ศ. 2537 เป็นปี กาญจนาภิเษกด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชทรงครองศิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี และเป็นปีที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ก่อตั้งมาครบรอบ 25 ปี ทายาทสกุลสิงหเสนี คณาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า จึงได้ร่วมใจสร้างพิพิธภัณฑ์เจ้าพระยา บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และในวันที่ 24 มิถุนายน 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรง ประกอบพีธีเปิดพิพิธภัณฑ์

เว็บไซต์โรงเรียน : www.bodin.ac.th/home

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

8. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 

ชื่อภาษาอังกฤษ : Srinakharinwirot University Prasarnmit Demonstration School

ชื่อย่อ : ม.มศว (มัธยม) / ป.มศว (ประถม)

สัญลักษณ์ : เป็นรูปกราฟเอ็กโปเน็นเชี่ยล ที่เขียนแทนสมการทางคณิตศาสตร์ Y=ex หมายถึง การเพิ่มหรือการงอกงาม และเป็นตราสัญลักษณ์เดียวกันกับตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ปรัชญา : การศึกษาคือความเจริญงอกงาม

สีประจำโรงเรียน : “สีเทา-สีแดงสีเทา หมายถึง สมอง และสีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ ดังนั้นจึงมีความรวมกันว่า ความกล้าที่จะคิดและทั้งสองสีนี้ยังเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอีกด้วย

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้พัฒนาจากโรงเรียนประสานมิตร ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมวิสามัญศึกษา ในบริเวณโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงเป็นระบบโรงเรียนสาธิต เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติงานในการฝึกสอนระดับมัธยมศึกษาของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ต่อมาได้ตั้งโรงเรียนประถมสาธิต วิทยาลัยวิชาการศึกษา เพิ่มเป็นสถานที่ปฏิบัติงานในการฝึกสอนระดับประถมศึกษา และได้มีการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน โดยโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มีการแบ่งหน่วยงานออกเป็น 2 หน่วยงาน คือ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2495  และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2499

เว็บไซต์ โรงเรียน (ฝ่ายมัธยม) : www.satitprasarnmit.ac.th

เว็บไซต์ โรงเรียน (ฝ่ายประถม) : prathom.swu.ac.th

โรงเรียนเทพศิรินทร์

9. โรงเรียนเทพศิรินทร์

ชื่อภาษาอังกฤษ : Debsirin School

ชื่อย่อ : ท.ศ.

สัญลักษณ์ :

  • ภาพอาทิตย์อุทัยทอแสงบนพื้นน้ำทะเล หมายถึง ภาณุรังษีและ วังบูรพาภิรมย์โดย ภาณุรังษีนี้เป็นพระนามของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้ทรงประทานตรานี้ให้แก่โรงเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2467 พระองค์มีพระคุณอเนกอนันต์แก่โรงเรียน อาทิทรงเป็นผู้ทูลขอให้ทรงสถาปนาโรงเรียนต่อองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2438 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการสถาปนาโรงเรียนแบบถาวรและทรงถือว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนในดูแลของพระองค์ด้วย
  • อักษรประดิษฐ์  หมายถึง หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยาชายาอันเป็นที่รักของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงหม่อมแม้น ว่าถ้าไม่มีหม่อนแม้น การกำเนิด ตึกแม้นนฤมิตร ก็คงไม่มี ดังนั้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ก็คงไม่มี จึงเป็นความหมายที่ควรระลึกไว้
  • ช่อดอกรำเพย หมายถึง พระนามแห่งองค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าหญิงรำเพย ศิริวงศ์พระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงสร้างพระอารามและโรงเรียนเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระ บรมราชชนนี ทำเครื่องหมายดอกรำเพยไว้เพื่อให้คนรุ่นหลัง รู้ไว้ว่าพระนามเทพศิรินทร์นี้ได้มาจากพระองค์ท่าน เป็นพระนามมหามงคลยิ่งควรรักษาไว้ให้ดี

สีประจำโรงเรียน : สีเขียว-สีเหลือง เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ตามตำราพิชัยสงคราม (สวัสดิรักษา) ซึ่งวันพฤหัสบดีนั้นเป็นวันประสูติของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 4 อีกทั้งยังเป็นสีของใบและดอกของต้นรำเพย ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี คือ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์

เป็นโรงเรียนชายล้วนขนาดใหญ่ในกลุ่มจตุรมิตร ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ตั้งอยู่ เลขที่ 1466 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

โรงเรียนเทพศิรินทร์ อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนประจำวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร ก่อตั้งขึ้นใน 15 มีนาคม พ.ศ. 2428 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ปัจจุบันโรงเรียนเทพศิรินทร์ มีอายุ 132 ปี นอกจากนี้โรงเรียนเทพศิรินทร์ยังประกอบด้วย โรงเรียนเครือข่ายที่มีคำนำหน้าว่า เทพศิรินทร์อีก 9 แห่ง ได้แก่

1.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ ร่มเกล้า

2.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ คลองสิบสาม ปทุมธานี

3.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

4.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค สระบุรี

5.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ ลาดหญ้า

6.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ ขอนแก่น

7.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่

8.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ ๙ โครงการหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

9.       โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ

โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเข้ารับการศึกษา คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 นอกจากนี้ยังมีนักเรียนเก่าที่ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากมาย ได้แก่ นายกรัฐมนตรีไทย 4 คน และยังรวมถึงนายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งประเทศมาเลเซีย อีกด้วย

เว็บไซต์ โรงเรียน : www.debsirin.ac.th

โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา

10. โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา

ชื่อภาษาอังกฤษ : Kanarasdornbumroong Yala School

ชื่อย่อ : ค.บ.

สัญลักษณ์ : รูปเชิงเทียนพญานาคสองเศียร มีเทียนปักอยู่ตรงกลาง เปลวไฟกำลังเปล่งแสงสว่างโชติช่วงเปลวไฟที่กำลังส่องสว่าง เป็นสัญลักษณ์บอกให้ทราบว่า โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา เป็นสถาบันที่ให้ความสว่างทางปัญญาแก่นักเรียนให้ออกไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไปในอนาคต

วิสัยทัศน์ประจำโรงเรียน : จัดการเรียนรู้คู่คุณธรรม ดำรงตนอย่างมีความสุขในประชาคมโลก

สีประจำโรงเรียน : “สีเขียว-สีเหลืองสีเขียว หมายถึง ความรัก ความผูกพันระหว่างกันของบุคลากรคณะราษฎร์ และ สีเหลือง หมายถึง ความรุ่งโรจน์ของสถาบัน อันเนื่องมาจากความมีคุณภาพ

ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2452 หรือเปิดสอนมาแล้วกว่า 105 ปี เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุดและยังเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดยะลาอีกด้วย โดยเริ่มแรกเปิดสอนแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่านั้น ต่อมาได้ขยายโรงเรียนออกมาเรื่อยๆ ทำให้ในปัจจุบันเปิดรับสมัครนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 เท่านั้น เป็นโรงเรียนประเภทสหศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงการศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังเคยได้รางวัลพระราชทานให้เป็นโรงเรียนดีเด่น ประเภทมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ กรมสามัญศึกษาประจำปี 2522-2539 รวมแล้วได้รับรางวัล 6 ปีซ้อนด้วยกัน

เว็บไซต์ โรงเรียน : www.kbyala.ac.th

บทความที่เกี่ยวข้อง 

 

 

 

*************************************************************************************************

 

 บทที่ 1

เข้าใจวัยรุ่น  


    วัยรุ่นจะเริ่มเมื่ออายุ 10 -12 ขวบขึ้นไป  ปัจจุบันจะเร็วกว่าสมัยก่อนทั้งจากอาหาร, สิ่งแวดล้อม, กระแสสังคม

ซึ่งจะมีการ เปลี่ยนแปลงทั้งทางอารมณ์ร่างกายสังคมพฤติกรรม  เมื่อถึงเวลาเริ่มเปลี่ยนเป็นวัยรุ่นจะมีข้อที่พ่อแม่ผู้ปกครอง  ครู  มีความกังวลมาก ๆ ก็คือ

    1. การเชื่อฟังผู้ใหญ่จะน้อยลง  แต่จะเชื่อเพื่อนหรือคนวัยเดียวกันมากขึ้นเพราะฉะนั้นการจะปลูกฝังค่านิยม

คุณธรรม  ความรักความอบอุ่น  คำสั่งสอนต่าง ๆ ที่จะให้เขาทำตามพ่อแม่ต้องสอนตั้งแต่เล็ก ๆ จนถึงก่อนวัยรุ่น 

ที่สำคัญคือ ความรักที่ผู้ใหญ่ให้เด็ก  โดยต้องไม่ลำเอียง มีความยุติธรรม  ไม่ว่าลูก(ศิษย์)จะเก่งสวยหล่อหน้าตาดี

หรือมีความสามารถมากหรือไม่ก็ตาม  และมีความรัก  การเอาใจใส่  ดูแลพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ      อย่ามุ่งแต่ทำงานหาเงินมากมาย

(หรือไม่มากก็ตามแต่ต้องมีเวลาถามความรู้สึก  ความในใจที่เขาอยากจะคุยและบอกพ่อแม่ก่อนที่ลูก

จะทำอะไรจนสายเกินแก้

   บางครั้งเงินมาก ๆ ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเด็กได้  อย่าจู้จี้หรือพูด  (บ่น)ในเรื่องที่เคยพูดไปแล้วบ่อยเกิน

ไป  อย่าเป็นคนดุมากเกินไป  แต่ควรพูดให้เขาคิดว่าเขาสามารถจะรับผิดชอบเรื่องใดได้และต้องทำตามที่ตกลงกันให้แน่นอน แม่จะได้ไม่บ่นมาก  เป็นเพื่อนเล่น  ทำกิจกรรมกับเขา       พร้อมพูดคุยซักถามปัญหา  ความรู้สึก  ความต้องการของเขาโดยอ้อม
       วัยรุ่นจะเชื่อฟังผู้ใหญ่น้อยลง ยังขาดวิจารณญาณ เด็กจะเอาตัวอย่างที่ได้พบเห็นมาประกอบเป็นพฤติกรรม เพราะฉะนั้นต้องระวังสื่อต่างๆ แม้แต่เพื่อน/คนใกล้ชิด
   
2.อารมณ์จะขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวชอบเดี๋ยวไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างและการกระทำฉุนเฉียว  ขี้หงุดหงิดได้ง่าย

   ( เพราะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย )     จะไม่ชอบให้พ่อแม่กอด,หอม (แต่กับเพื่อนเพศเดียวกันกอดคอแตะตัวไม่เป็นไร)

    3. ชอบลอง  ชอบเด่น  ชอบโชว์  ชอบสิ่งท้าทาย  อาจต่อต้านพ่อแม่

    4. ยังขาดวิจารณญาณ  พบเห็นสิ่งใดจะรับข้อมูลไว้หมด  แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด  เชื่อถือไม่ได้  เป็นจริงแค่ไหน


    5.
การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นในด้านพฤติกรรม  จะขึ้นกับสภาพแวดล้อม  สังคม กลุ่มเพื่อนๆ ที่เขาสัมผัสอยู่

เช่นในสังคมโรงเรียนนานาชาติจะโตวัย (อาจจะถึงแก่แดด?)  แต่ในสังคมโรงเรียนไทยจะช้ากว่า  และเด็กจะเอา

ตัวอย่างที่ได้พบเห็นสัมผัสมาประกอบเป็นพฤติกรรมของตนเอง   เพราะฉะนั้นเราต้องรู้นิสัย  และพื้นเพ เพื่อนๆ

ของลูกด้วย  ที่สำคัญความผูกพันใกล้ชิด การเปิดใจของพ่อแม่ที่มีให้เด็กเป็นเกราะสำคัญต่อเขา

ที่จะทำให้เด็กไม่ทำ อะไรผิดพลาดได้ระดับหนึ่ง


    6.
พฤติกรรมชอบแยกตัว  ชอบเป็นส่วนตัว ชอบอิสระ  แต่ยังต้องการความรักความอบอุ่น  ไม่ชอบให้กอด

หอม  รู้สึกรำคาญ  ตรงข้ามกับวัยเด็กเขาต้องการ  การกอด หอม เมื่อรู้การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น  ผู้ใหญ่ก็ต้อง

ปรับตัว  และคอยดูแลห่างๆ  อย่าปล่อยปละละเลย  หรือเข้มงวดเกินไป   มีเวลาให้เขาเสมอเมื่อเขาต้องการ    คอย

ถามความรู้สึก  ละความต้องการของเด็ก  และคอยสังเกตพฤติกรรมสม่ำเสมอ   จะเป็นเกราะป้องกันเด็กๆ จาก

อันตรายได้ระดับหนึ่ง

 

 

 


บทที่ 2

ปัญหาทางเพศในวัยรุ่น

          ปัจจุบันเด็กชิงสุกก่อนห่ามมากขึ้นโดยบางคนคิดว่า ถ้าใครไม่มีแฟนก็จะเชยและหลายคนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควรรวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น โรคเอดส์  ท้องในวัยเรียน  เรียนหนังสือไม่จบ เป็นทุกข์กันทั้งครอบครัว ซึ่งมักเป็นในครอบครัวแตกแยกหรือพ่อแม่ไม่รู้วิธีเลี้ยงลูก

สาเหตุของปัญหาทางเพศในวัยรุ่น

          • วัยรุ่นเป็นวัยอยากลอง อยากเรียนรู้  มีพลังงานเหลือเฟือประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศทั้งหญิงชายทำให้เกิดอารมณ์เพศขึ้นมา

          • รวมทั้งพื้นฐานครอบครัว การขาดการเอาใจใส่ใกล้ชิด หรือขาดการอบรมดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด หรือความไม่เข้าใจพัฒนาการของวัยรุ่น ความรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครองทำให้ขาดคนคอยชี้แนะ ซึ่งรวมถึงครูที่ ร.ร.ที่มีงานล้นตัวทำให้ลืมคิดถึงปัญหานี้ไป

          • กระแสสื่อ สังคม ค่านิยมตะวันตกInternet ละครทีวีหลังข่าว ทำให้วัยรุ่นมีการปลูกฝังค่านิยมที่ผิด ๆ   ทำให้วัยรุ่นได้รับสารหรือค่านิยมที่ผิดๆ

·      เพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะวัยรุ่นจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่

·      เด็กขาดความรักความอบอุ่นจะโหยหาความรักจะทำตามทุกคนเพื่อให้ตัวเองได้รับความรัก

          • ความเครียดของเด็กและความไม่เข้าใจของพ่อแม่  ทำให้วัยรุ่นหันเข้าหาเพื่อน ซึ่งอาจนำพาไปสู่ยาเสพติด ซึ่งเป็นตัวการทำให้มีเพศสัมพันธ์มากขึ้นเพราะปล่อยไปตามอารมณ์ขณะนั้น ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น มีท้องต้องออกจากโรงเรียน มีโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ กามโรค ไวรัสตับอักเสบ

               ความเครียดของเด็กก็มีหลายอย่าง ทั้งจากระบบการศึกษาไทยที่สร้างกดดันให้เด็ก ทั้งหลักสูตรและระบบการสอบเข้าระดับต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันกันสูง รวมทั้งค่านิยมในการเรียนระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยมีไม่เพียงพอ และเด็กขาดทางออก เช่น การเล่นกีฬา มีสนามกีฬาไม่เพียงพอ

 

แนวทางแก้ไข

ทำความเข้าใจผู้ปกครอง พ่อ แม่ ครู ในเรื่องพัฒนาการของวัยรุ่น เพื่อให้ผู้ใกล้ชิดได้เข้าใจความเป็นไปของวัยรุ่นและดูแลเอาใจใส่ และให้คอยชี้แนะในทางที่ถูกต้องรวมทั้งให้คำปรึกษาต่าง ๆ พยายามปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของไทย ตั้งแต่สมัยโบราณลูกผู้หญิงก็ต้องปลูกฝังให้รักนวลสงวนตัวตั้งแต่ยังไม่ทันวัยรุ่น(แปด เก้าขวบ)ส่วนเพศชายก็สอนเรื่องความรับผิดชอบต่อการกระทำ ถ้าไม่พร้อมหรือช่วยตัวเองไม่ได้ก็อย่าสร้างภาระให้พ่อแม่ และถ้าไม่รักใครจริงก็อย่าทำลายผู้หญิง

               พยายามควบคุมสื่อต่าง ๆ ที่มีผลต่อเด็กทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี Internet และอื่น ๆ

               ให้เด็กมีทางออก เช่น ออกกำลังกาย มีสนามกีฬาที่เพียงพอ สอนให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ช่วยงานบ้าน

               ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา เรื่องสรีระการเปลี่ยนแปลงภายใน คือ ฮอร์โมนและภายนอกคือ ร่างกายสรีระต่าง ๆ รวมทั้งโรคติดต่อ และผลของการกระทำต่าง ๆ เช่น ท้อง ติดโรค โดนไล่ออกจากโรงเรียน

               สอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อนที่ดี และศึกษาอุปนิสัยของเพื่อนลูก

               สอนให้เด็กต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ เมื่อมีอารมณ์ทางเพศมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา มีหลักการที่มั่นคง และจิตใจที่แน่วแน่ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์ที่ต้องการชั่วขณะ ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เด็กเสพสุรายาเสพติด เพราะขาดสติสัมปชัญญะฉะนั้นต้องสอนให้ห่างไกลยาเสพติด

               มีเวลาให้ลูกเมื่อเด็กต้องการ

การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นหญิง(จากสื่ออินเตอร์เน็ท ขออภัยที่จำไม่ได้ว่าของใครเขียน ขออภัยที่นำมาลงโดยไม่ได้บอดเจ้าของ แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง คงไม่ว่ากัน แต่ถ้าใครเจอเจ้าของก็ยินดีรับผิดชอบค่ะ)

ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ของวัยรุ่นหญิงกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่ามีงานวิจัยระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยนางนิรมล เมืองโสม ได้เก็บข้อมูลในเรื่องวัฒนธรรมทางเพศของวัยรุ่นหญิง และพฤติกรรมการขายบริการทางเพศของนักศึกษาระดับอาชีวะ ที่อาศัยอยู่ในหอพักของจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน พบว่า นอกจากความสับสนในเรื่องคุณค่าของตนเอง หรือที่เรียกว่าอัตลักษณ์ทางเพศที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นแล้ว ยังพบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์ที่มีรสหวานซ่า หรือที่เรียกว่าคูลเลอร์นั้น มีส่วนสำคัญในการทำให้วัยรุ่นสาวบางคนมีเพศสัมพันธ์เพราะความเมามากกว่าการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทั่วไป

               เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี 2  ประเภท คือ เครื่องดื่มที่ควรจะมีแอลกอฮอล์ต่ำแต่กลับพบว่ามีแอลกอฮอล์สูง เช่น เบียร์ที่อยู่ในต่างประเทศจะมีแอลกอฮอล์เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่เบียร์ที่อยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 12 -15 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าถ้าผู้หญิงไทยกินเบียร์ 1 ขวด จะเท่ากับฝรั่งกินเบียร์ถึง 3 ขวดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทไวน์คูลเลอร์ หรือไวน์สี ประเภทต่าง ๆ ที่กำลังออกมาเจาะตลาดวัยรุ่นและผู้หญิงมากขึ้น มักจะอ้างว่ามีแอลกอฮอล์มากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ และมีรสหวาน หากรับประทานแล้วจะไม่เมา ซึ่งไม่จริง ส่วนเหตุของการเสียตัวนั้น อาจเป็นเพราะการดื่มในปริมาณที่มากเพราะคิดว่าจะไม่เมา โดยทั่วไปแล้วแอลกอฮอล์จะเมาหรือไม่เมาเมื่อดื่มเข้าไปจะมีผลต่อจิตใจ และความสามารถในการควบคุมตนเอง รวมถึงการกระตุ้นอารมณ์เพศด้วย ทางที่ดีจะให้เป็นเครื่องดื่มของวัยรุ่นไม่ควรที่จะมีแอลกอฮอล์เลยด้วยซ้ำ

               ด้านนางนิรมล เมืองโสม เจ้าของผลงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลโดยการเข้าไปฝังตัวอยู่กับกลุ่มนักศึกษาระดับอาชีวะใน จ.ขอนแก่น ที่อายุระหว่าง16-25 ปี จำนวนประมาณ 20 คน ทั้งหมดเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว โดยแบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือ มีเพศสัมพันธ์กับแฟน หรือคู่รัก ด้วยความสมัครใจ และมีเพศสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยน หรือขายบริการทางเพศ จากการวิจัยพบว่า วัยรุ่นหญิงเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่แตกแยก ไม่อบอุ่น  มีแนวคิดในการเสียตัว โดยเริ่มต้นจากความรักในเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่เพศสัมพันธ์ในครั้งต่อๆ ไป มักจะเป็นการปล่อยตัวทางเพศหรือตัดสินใจในการมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น ส่วนกลุ่มที่ขายบริการทางเพศนั้น  มักเริ่มมาจากพฤติกรรมบริโภคนิยมที่ต้องการเงินมาใช้จ่าย ส่วนความสัมพันธ์ของการมีเพศสัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮล์นั้นพบว่า มีหลายรายที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทไวน์คูลเลอร์ก่อน เช่น ดื่มในการสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนจนเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม และถูกเพื่อนชายด้วยกันพาเข้าหอพักเพื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วย บางรายให้ข้อมูลว่ารู้สึกมึน ๆ เคลิบเคลิ้มและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ไม่ต้องการจะมีด้วย ที่น่าตกใจอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ มักไม่ได้ป้องกัน เพราะคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนนั้นปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยให้เสียอารมณ์ ทำให้อัตราการติดโรคเอดส์ในวัยรุ่นเพิ่มขึ้น

*********************************

ที่มา บทความ จาก  พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ  ชีวพันธุ์ศรี

 

                               ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข34 โพธิ์ศรี สำนักอนามัย กทม.



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



วันนี้6
เมื่อวานนี้9
สัปดาห์นี้31
เดือนนี้157
รวมทั้งหมด17419


website hosting main area bottom