www.satitprasarnmit.ac.th, Bangkok, Thailand © 2013

เปิดตัว "ไทยไร้ควัน" แอปฯ เลิกบุหรี่แรกของไทย

Category: ข่าวสุขภาพ
Published on Thursday, 11 February 2016
Written by teacher01

สสส.ร่วมเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพฯ เปิดตัวแอปพลิเคชั่น "ไทยไร้ควัน" แอปฯ ช่วยเลิกบุหรี่แรกของไทย เพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง หลังสำรวจพบสิงห์อมควันอยากเลิกบุหรี่กว่า 6 ล้านคน แต่ระบบบริการไม่เพียงพอ เผยคนสูบหนักเกือบ 20 ปีสามารถเลิกได้เด็ดขาด

เปิดตัว

แฟ้มภาพ

วันนี้ (9 ก.พ.) ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “ไทยไร้ควัน” แอปพลิเคชั่นช่วยเลิกบุหรี่แรกของประเทศไทย ว่า ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่มากกว่า 10 ล้านคน เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 50,000 กว่าคน ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะลดอัตราการสูบบุหรี่ลงร้อยละ 30 ภายในอีก 30 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับระดับโลก คือ ต้องลดให้ได้ประมาณ 4 ล้านคน สิ่งสำคัญที่สุดในการลดจำนวนคนสูบบุหรี่คือ การบำบัดให้คนที่ติดบุหรี่สามารถเลิกสูบได้ โดยปัจจุบันประชาชนใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว สสส. จึงมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการให้บริการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มวัย เป็นทางเลือกให้กับประชาชนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่มากขึ้น ถือเป็นแอปพลิเคชั่นเลิกบุหรี่แรกของประเทศ

เปิดตัว ผศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา รองผู้จัดการโครงการพัฒนาบุคลากรแกนนำและโครงข่ายบริการเลิกเสพยาสูบระดับชาติ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้สูบบุหรี่ 12 ล้านคน จากการสำรวจเมื่อปี 2557 พบว่า มีผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ประมาณ 6 ล้านคน แต่ยังมีช่องว่างของระบบการให้บริการอยู่ที่ไม่เพียงพอ โดยสายด่วนช่วยเลิกบุหรี่ 1600 สามารถให้บริการได้ 5 หมื่นสายต่อเดือน อัตราการช่วยให้เลิกบุหรี่ได้นานเกิน 6 เดือนสำเร็จ 40% และคลินิกฟ้าใส มีเพียง 340 แห่ง ให้บริการได้ปีละหมื่นราย อัตราการเลิกบุหรี่สำเร็จ 38% ประกอบกับช่วงที่ไปต่างประเทศพบว่าองค์การอนามัยโลกมีการใช้แอปพลิเคชั่นในการแจ้งเตือนกระทรวงสาธารณสุขเมื่อพบผู้ป่วยอีโบลารายใหม่ จึงเป็นที่มาของแนวคิดการพัฒนาแอปพลิเคชั่น “ไทยไร้ควัน” เพื่อสนับสนุนการเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง ภายใต้คอนเซ็ปต์คือ "ชี้นำทาง สร้างกำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ" ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยต่างประเทศพบว่ามีการทำแอปพลิเคชั่นเช่นเดียวกันนี้ แต่ต้องซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนไทยซื้อมาใช้ในการช่วยเลิกบุหรี่แต่ติดปัญหาเรื่องของภาษา

"แอปฯ ดังกล่าวดาวน์โหลดได้ฟรีในระบบปฏิบัติ Android และ IOS สำหรับการใช้งานแอปฯ หลังจากดาวน์โหลดแล้วจะให้ลงทะเบียน ซึ่งสามารถล็อกอินผ่านเฟซบุ๊กได้ โดยช่วงแรกจะให้มีการบันทึกข้อมูลว่ามีการสูบบุหรี่มากเพียงใด สูบมาเป็นระยะเวลาเท่าไร สูบยี่ห้อใด เป็นต้น ซึ่งแอปฯ จะคำนวณให้อัตโนมัติว่า ขณะนี้ผู้ใช้แอปฯ ต้องเสียเงินไปกับการสูบบุหรี่มากเท่าไร อายุสั้นจากการสูบบุหรี่ลงไปเท่าไร โดยคำนวณจากการสูบบุหรี่ 1 มวน ทำให้อายุสั้นลงไป 7 นาที หลังจากนั้นจะเข้าสู่เมนูการใช้งาน หลักคือไดอารี ซึ่งสามารถทำเป็นตารางได้ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ในกี่วัน และให้มีการบันทึกว่าวันนี้เราสูบบุหรี่หรือไม่" ผศ.นพ.สุทัศน์ กล่าว

ผศ.นพ.สุทัศน์ กล่าวว่า แอปฯ จะมีการให้ข้อความกำลังใจและคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ รวมถึงมีการส่งข้อความเตือนความจำว่ายังอยู่ในช่วงเลิกบุหรี่ เมื่อเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เคยชอบสูบบุหรี่ เช่น บ้าน หรือช่วงเวลาที่ชอบสูบบุหรี่ เช่น เปิดตัว หลังรับประทานอาหาร และจะมีเมนู "พร้อมลงมือ" ที่จะบอกเทคนิควิธีการต่างๆ ในการช่วยเลิกบุหรี่ เรียกว่าเป็นการชี้นำทาง นอกจากนี้ ยังมีเมนู "ลั่นวาจา" โดยสามารถถ่ายรูปเซลฟีหรือถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อแชร์ไปยังเฟซบุ๊กให้เพื่อนและครอบครัวได้รับรู้ถึงความตั้งใจในการเลิกบุหรี่และขอกำลังใจได้ เรียกว่าเป็นส่วนของการสร้างกำลังใจ และหากไม่สามารถเลิกบุหรี่ด้วยตัวเองได้ก็จะมีเมนู "Quickline" ต่อไปยังสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 หรือค้นหาคลินิกฟ้าใสที่ใกล้ที่สุดผ่านจีพีเอส และสามารถโทรศัพท์เข้าไปขอรับบริการได้ เรียกว่าเป็นส่วนของให้ความช่วยเหลือ

นายเกรียงไกร ศรียงยศ อายุ 39 ปี ผู้สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ด้วยการใช้แอปพลิเคชั่น "ไทยไร้ควัน" กล่าวว่า ตนสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 20 ปี เฉลี่ยวันละ 1 ซอง จนเมื่อปี 2558 พบว่ามีปัญหาสุขภาพ ทั้งความดันโลหิตสูง เหนื่อยง่าย จึงตัดสินใจที่จะเลิกสูบบุหรี่ โดยตอนแรกขอเข้ารับการบำบัดผ่านคลินิกฟ้าใส ซึ่งก็สามารถช่วยลดปริมาณการสูบลงไปได้ เช่น เหลือวันละ 10 มวน 5 มวน ยังไม่ถึงกับเลิกขาด ซึ่งเมื่อช่วงใกล้ปีใหม่ 2559 เจ้าหน้าที่คลินิกฟ้าใสก็แนะนำให้ลองใช้แอปฯ "ไทยไร้ควัน" ในการช่วยเลิกบุหรี่ดู ก็ตั้งใจว่าจะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ ก็ตัดสินใจใช้แอปฯ นี้ ตอนแรกที่ลงทะเบียนพบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของเราทำให้เราอายุสั้นลงไปถึง 354 วัน สูญเงินไปกว่า 2 แสนบาท จากนั้นก็เริ่มบันทึกไดอารีการสูบบุหรี่ ช่วงแรกก็ยังมีการสูบอยู่บ้าง เพราะพอไม่สูบแล้วจะหงุดหงิด หิวบ่อย แต่ก็ตั้งใจว่าจะเลิกให้ได้ เพราะอยากมีสุขภาพที่ดี ไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างเราสุดท้ายก็สามารถเลิกได้โดยเด็ดขาดมาประมาณเดือนกว่าๆ แล้ว

 

ที่มา: MGR Online 

อาหารไหว้เจ้าค้างนาน เสี่ยงเชื้อจุลินทรีย์

Category: ข่าวสุขภาพ
Published on Friday, 05 February 2016
Written by teacher01

นักวิทยาศาสตร์อาหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผย พฤติกรรมกินอาหารไหว้เจ้าค้างนานเสี่ยงป่วยกะทันหันจากการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ 2 สายพันธุ์ แนะข้อควรปฏิบัติก่อนรับประทาน

อาหารไหว้เจ้าค้างนานเสี่ยงเชื้อจุลินทรีย์ thaihealth
แฟ้มภาพ

ดร.รชา เทพษร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนคนไทยเชื้อสายจีน จะมีการจัดอาหารเพื่อไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษ จากนั้นจึงนำอาหารเหล่านั้นมาบริโภคต่อไป โดยส่วนใหญ่อาหารจะถูกตั้งไว้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งเมื่อนำมารับประทานต่อทันที อาจมีความเสี่ยงแก่ผู้รับประทานได้ ด้วยสารพิษอันตรายจาก จุลินทรีย์ 2 สายพันธุ์หลักที่พบมากในอาหาร คือ  สายพันธุ์สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะตามทางเดินหายใจ เส้นผม และผิวหนังของมนุษย์

และสายพันธุ์บาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) พบได้ทั่วไปในฝุ่น ควัน และปะปนมากับอาหารแห้ง อาทิ ข้าว น้ำตาล วัตถุเจือปนอาหาร ธัญพืช เป็นต้น โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวจะเติบโต และแพร่กระจายในอาหารได้อย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารมีอุณหภูมิอยู่ในช่วงโซนอุณหภูมิอันตราย (Temperature Danger Zone - TDZ) ระหว่าง 5 - 60 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานาน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้

ส่วนข้อควรปฏิบัติก่อนรับประทานอาหารไหว้ที่ปล่อยค้างไว้นาน ตลอดจนการเก็บรักษาอาหารไหว้ให้ปลอดภัยจากจุลินทรีย์ ควรปฏิบัติดังนี้ อาหารคาวประเภทแห้งและเนื้อสัตว์ อาทิ ข้าว เมนูผัด เมนูทอด หมู เป็ด ไก่ ควรนำไปอุ่นไมโครเวฟ กำลังไฟ 800 วัตต์  2-3 นาที ทั้งนี้ ระยะเวลาในการอุ่นขึ้นอยู่กับขนาดของอาหาร ให้สังเกตว่าหากมีไอน้ำลอยขึ้นจากอาหาร แสดงว่าอาหารผ่านความร้อนในระดับที่สามารถยับยั้งการเจริญ หรือฆ่าจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาได้แล้ว

อาหารคาวประเภทน้ำ อาทิ แกงจืด ต้มหน่อไม้ ต้มผักกาดดอง ควรนำไปอุ่นบนเตาให้เดือด หรืออุ่นไมโครเวฟ กำลังไฟ 800 วัตต์  2 - 3 นาที ทั้งนี้ ระยะเวลาในการอุ่นขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาตรของอาหาร สำหรับอาหารหวาน อาทิ ขนมเข่ง ขนมเทียน สามารถรับประทานได้เลย เนื่องจากความหวานของขนมไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แต่ในกรณีที่ต้องการเก็บรักษาไว้รับประทานในภายหลัง ให้นำไปอุ่นให้ร้อนจนสังเกตเห็นไอน้ำลอยขึ้นจากอาหาร จากนั้นลดอุณหภูมิอาหารผ่าน “โซนอุณหภูมิอันตราย” ให้เร็วที่สุด แล้วเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส

นอกจาก จุลินทรีย์ยังอาจมีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนอีก ได้แก่ ฟอร์มาลีน มักปนเปื้อนมากับ ผักสด และอาหารทะเล อาทิ ปลา ปลาหมึก หอย กุ้ง ปู  สารบอแรกซ์ ผสมอยู่ในลูกชิ้น หมูสับ ถั่วเคลือบน้ำตาล (ซกซา) และฟักเชื่อม (ตังกวยแฉะ)สารกันบูด มักใช้ในอาหารหมักดอง อาทิ ผักกาดดอง พริกดอง ผลไม้ดอง และสารฟอกขาว มักใช้ในอาหารวัตถุดิบ อาทิ ถั่วงอก ขิง เต้าหู้ หน่อไม้จีน เห็ดหูหนูขาว ดังนั้น ประชาชนควรเลือกซื้อ และเลือกรับประทานอาหารอย่างมีความรู้ ความเข้าใจ ป้องกันการป่วยไข้ และดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขรับทุกๆ เทศกาล

 

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควส

แนะวิธีใช้ `คอนแทคเลนส์` ให้ถูกวิธี

Category: ข่าวสุขภาพ
Published on Monday, 01 February 2016
Written by teacher01

หลายคนคงรู้จัก “คอนแทคเลนส์” ว่าเป็นวัสดุที่ไว้สัมผัสบริเวณดวงตา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ทางสายตา แล้วรู้หรือไม่ว่า คอนแทคเลนส์ทำมาจากอะไร มีวิธีการใช้งานและการดูแลรักษาอย่างไร รวมไปถึงชนิดของคอนแทคเลนส์ เช่น บิ๊กอายส์ มีอันตรายหรือไม่ ไปค้นหาคำตอบกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติกับตนเอง ตลอดจนสามารถแนะนำญาติหรือคนคุ้นเคยได้อย่างถูกวิธี

แนะวิธีใช้ \'คอนแทคเลนส์\' ให้ถูกวิธี thaihealth

แฟ้มภาพ

คอนแทคเลนส์ คือ แผ่นพลาสติกรูปวงกลมที่มีลักษณะบาง มีความโค้งจำเพาะ และทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้วางบนกระจกตาหรือตาดำ โดยทั่วไปวัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนแทคเลนส์ คือ ใส่เพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เช่นเดียวกับการใช้แว่นตา นอกจากนี้คอนแทคเลนส์ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระจกตา หรือโรคของผิวหน้าดวงตาบางชนิดได้

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตา แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามวัสดุที่ใช้ในการทำ ได้ดังนี้

1. คอนแทคเลนส์แบบกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ RGP ซึ่งย่อมาจาก Rigid Gas Permeable Lens คอนแทคเลนส์ชนิดนี้จะค่อนข้างแข็ง ทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถให้ออกซิเจนในอากาศซึมผ่านตัวเลนส์ไปสู่กระจกตาได้ในปริมาณสูง

2. คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม หรือที่เรียกกันว่า Soft Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ทำจากวัสดุพลาสติกจำเพาะอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำสูงกว่าชนิด RGP ทำให้ตัวเลนส์มีความนิ่มและยืดหยุ่นกว่า ใส่สบายกว่า และยังคงมีการซึมผ่านของออกซิเจนในอากาศผ่านตัวเลนส์ไปยังกระจกตาได้ในปริมาณที่เพียงพอ

คอนแทคเลนส์แบบนิ่มสามารถแบ่งย่อยตามคุณสมบัติในการแก้ไขสายตาได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ชนิดที่ใช้ในการแก้ไขสายตาสั้นหรือยาว ที่เป็นตั้งแต่เด็ก

2. ชนิดที่ใช้แก้ไขสายตาเอียง

3. ชนิดที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตายาวที่เป็นตามวัย นอกจากนี้ยังแบ่งตามรูปแบบการใช้งานได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

        3.1 คอนแทคเลนส์รายวันคือ ใส่ถอดและเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกวัน

        3.2 คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์คือ ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ ทุกๆ 1-2 สัปดาห์

        3.3 คอนแทคเลนส์รายเดือนคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุก 1 เดือน

        3.4 คอนแทคเลนส์รายปีคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกปี ซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากการดูแลทำความสะอาดค่อนข้างยุ่งยาก และต้องเข้มงวดกว่า 3 แบบข้างต้น

        3.5 คอนแทคเลนส์ชนิดใส่ต่อเนื่องคือ ใส่ต่อเนื่องโดยไม่ต้องถอดออกเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ จากนั้นถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งโดยปกติไม่แนะนำการใช้คอนแทคเลนส์รูปแบบนี้ เนื่องจากพบอัตราการติดเชื้อที่กระจกตาได้สูงกว่าการใช้แบบถอดออกทุกวัน

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ คือ ความจำเป็นในการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น มีสายตาผิดปกติ ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือมีปัญหาในการใช้แว่นตา เป็นต้น โดยที่ต้องไม่มีโรคตาหรือสภาวะผิดปกติทางร่างกายที่เป็นข้อห้ามในการใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การใช้คอนแทคเลนส์เกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยคือ การเข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในการใส่ การถอด และการเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ รวมไปถึงการดูแลรักษา ส่วนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับและชนิดของค่าสายตาที่ผิดปกติ สุขภาพดวงตา สิ่งแวดล้อม และสุขนิสัยของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เป็นต้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ ได้แก่ ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ดวงตาบ่อยๆ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ที่ดวงตา ผู้ที่มีโรคตาแห้ง ผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นควันในปริมาณมาก และผู้ที่ไม่สามารถดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกวิธี

ศุกร์สุขภาพครั้งต่อไป ท่านจะได้รู้จักวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่ายและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านและคนรอบข้าง

 

 ที่มา : www.thairath.co.th แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

กินอย่างไรให้ `สมอง` สตรองโลดแล่นแจ่มใส

Category: ข่าวสุขภาพ
Published on Monday, 01 February 2016
Written by teacher01

สมองดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน-ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ…

กินอย่างไรให้ \'สมอง\' สตรองโลดแล่นแจ่มใส thaihealth

แฟ้มภาพ

ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท และสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลายๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน โดยจากสถิติพบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่ง 'โรคหลอดเลือดสมองตีบ' นี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง

เช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมองให้คงประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้นานที่สุด อีกหนึ่งคำตอบง่ายๆ ก็คือ การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ยังไงล่ะ!

แล้วเราควรเลือกรับประทานอะไรบ้าง

นักโภชนาการ-กำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ให้คำแนะนำว่า ในแต่ละวันหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันการเสื่อมเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เหมือนการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารบำรุงส่วนอื่นๆ เพราะสมองก็ต้องการการดูแลเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยเช่นกัน

สารอาหารอะไรบ้างที่ทำให้สมองเราฟิต

สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุง และสนับสนุนการทำงาน ตลอดจนชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6, บี 12, วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้ 

- วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวก ข้าวแข็งๆ ไข่แดง ปลา ถั่วเหลือง

- วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทาน ไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย

- วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วย ไข่ เครื่องในสัตว์ นม เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่มีไขมันต่ำ

- วิตามินซี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้จำพวกกีวี่ ฝรั่ง มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง

- วิตามินอี มีมากในผักคะน้า ผักโขม ถั่ว อัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว และธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนยังมีความเข้าใจผิดในการเลือกรับประทานอาหารหลายประเภท เพราะคิดว่าอาหารเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไข่แดง ซึ่งจริงๆ แล้วอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ 'มีความสำคัญ' มากกว่าส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม…

งดไขมัน ดีจริงหรือ

ร่างกายคนเรายังต้องการไขมัน และโครงสร้างสมองก็มีไขมันอยู่ถึง 60% ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันที่ดีจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมอง อาหารที่ให้โอเมก้า 3 สูง ประกอบด้วย ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู และปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด รวมถึงไข่แดง สาหร่ายทะเล เมล็ดเซีย เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของไขมันดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย!

งดคาร์โบไฮเดรต ดีจริงหรือ

สาวๆ ที่กลัวอ้วนล้วนต้องการลดแป้งเป็นอย่างแรก แน่นอนสิ่งที่นึกถึงคือ “คาร์โบไฮเดรต” ใช่ไหมล่ะ หากแต่คุณรู้หรือไม่ว่า สมองยังต้องใช้น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทาน ดังนั้นถ้าจะงดเสียทุกอย่างคงจะไม่ได้ การที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรต (ในรูปของน้ำตาลกลูโคส) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ส่งผลให้มีอาการหาวนอน เพลีย หน้ามืด และใจสั่น นอกจากนี้ สาวๆ ก็ควรรับประทานข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด ธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคุณภาพที่ร่างกายต้องการ

งดไข่แดง ดีจริงหรือ

ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่พบว่า หลายคนมักเลี่ยงที่จะรับประทาน แต่คุณรู้ไหมว่า การทำงานของสมองต้องอาศัยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งมีรวมอยู่ในไข่แดงแทบทั้งสิ้น การรับประทานอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนเหมาะสม และสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะละเลยส่วนอื่นๆ ได้ อาหารจากพืช และสัตว์ จำพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ และธัญพืชจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา เป็นต้น เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วย 'โคลีน' ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และสมอง แถมอาหารประเภทนม ไข่ อัลมอนด์ งา และเมล็ดฟักทอง ยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำอีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีกรดอะมิโนบางประเภทที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่จำเป็นต่อสมอง เช่น ทริปโตเฟน สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว กล้วย นมอุ่นๆ และนมถั่วเหลือง และกลูตาเมท สารธรรมชาติที่พบมากในโปรตีน เช่น ไก่ หมู ปลา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่ต่ำเกินไปก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ และจดจำได้ แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจไปทำลายเซลล์ประสาทได้เช่นกัน!

อย่างไรก็ดี ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท และสมองที่เราไม่อาจละเลยได้ อย่างเช่น กลุ่มสารอาหารจำพวก กรดอะมิโน ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ กลูตามีน ที่เราจะได้จากอาหารประเภทข้าวกล้อง จมูกข้าว หรือธัญพืชอื่นๆ แนะนำว่าควรรับประทานเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่วมด้วยปลา ข้าวโอ๊ต และกล้วย

เพราะใครๆ ก็ต้องการมีสมองที่ดีอยู่กับตนเองให้นานที่สุด ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับอาหารสมองเป็นสิ่งที่จำเป็น ด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสมองที่เปี่ยมประสิทธิภาพ อยู่กับเราไปได้อีกนานๆ แล้วล่ะ!

  

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ 

รู้หรือไม่ เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน

Category: ข่าวสุขภาพ
Published on Tuesday, 08 December 2015
Written by teacher01

รู้หรือไม่ เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน  thaihealth

แฟ้มภาพ

ในวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันเอดส์โลก ซึ่งถือเป็นโอกาสดี ที่จะได้รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ แต่ว่าอีกด้านหนึ่งของสังคมยังมีความเข้าใจผิด ในเรื่องการติดเชื้อและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ บอกถึงความแตกต่างระหว่างเอชไอวีกับเอดส์ว่า “เอชไอวี” ไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัส ผู้มีเชื้อเอชไอวีจะไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะยังไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่สัมพันธ์กับเอดส์ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ร่างกายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต จากนั้นจะหายไปเอง ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ นี่คือระยะที่ 1 หรือ ระยะไม่มีอาการ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ เรียกว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือ ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี

 ขณะที่ “เอดส์” คือ กลุ่มอาการที่เกิดต่อเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ไปสู่ระยะมีอาการที่สัมพันธ์กับเอดส์ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว เป็นผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่างๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ

รู้หรือไม่ เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน  thaihealth

“เอดส์รักษาได้ เชื้อเอชไอวีควบคุมได้”

นายนิมิตร์ อธิบายว่า ในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่มีอาการป่วย เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะร่างกายของเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อยู่ และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่า ‘เริ่มมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง’ และผู้ที่อยู่ในระยะนี้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ เนื่องจากโรคที่เราป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงเรียกว่า ‘โรคฉวยโอกาส’ ซึ่งทุกโรครักษาได้ หลายโรคป้องกันไม่ให้ป่วยได้ ดังนั้นหากไม่รับเชื้อเพิ่ม รวมทั้งได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี สุขภาพก็จะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย

3 แนวทางห่างไกลเอดส์

เราถามตัวเองได้ว่า มีความเสี่ยงหรือไม่ โดย 1. เรามักมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน หรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเลยหรือไม่ 2. คู่ของเราไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยหรือไม่ หรือเรามีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือไม่ และ3. ถ้าหากมีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ควรเข้ารับการไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี

รู้หรือไม่ เอชไอวีกับเอดส์แตกต่างกัน  thaihealth

“ตอนนี้การติดเชื้อเอชไอวีไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องร้ายแรงและน่ากลัวที่สุดเหมือนช่วงแรกๆ ที่เรารู้จักเอดส์ เพราะตอนนี้ต้องใช้คำว่าเอดส์รู้เร็วรักษาได้ ถ้าไม่เกิน 30 วันก็ยังถือว่าเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลันอยู่ ยังมีโอกาสมีความหวังที่จะควบคุมปริมาณไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็ยังไม่เป็นอะไร เราสามารถกินยารักษาต้านเชื้อไวรัสตามเกณฑ์ที่กำหนด เราดูร่างกายดีๆ ก็สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อควบคุมไวรัสให้เหลือน้อยที่สุดก็จะไม่ป่วย” ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ สรุป

นายนิมิตร์ บอกทิ้งท้ายว่า การจะยุติปัญหาเอดส์ได้ คือการสวมถุงยางอนามัย ซึ่งป้องกันได้ทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ปัจจุบันคนไทยทุกคนสามารถไปตรวจเอดส์ได้ฟรี ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศปีละ 2 ครั้ง สำหรับผู้ที่สนใจขอรับคำปรึกษาปัญหาเอดส์และท้องไม่พร้อม สามารถติดต่อได้ที่ โทร.1663 ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยคลี่คลายความกังวลใจ สร้างความมั่นใจและยอมรับในการอยู่ร่วมกัน ได้อย่างเป็นปกติสุข

 

เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี Team Content www.thaihealth.or.th